นายพริษฐ์ ยอมรับว่า มีความกังวลว่า กกต. จะตัดตอน ไม่ให้เรื่องไปถึงเครือข่ายนักการเมืองของพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เพราะหากดูจากคำสัมภาษณ์ของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็เหมือนจะดูผิดหลักการ หรือพยายามที่จะหาทางลง ไม่สั่งฟ้องคนที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว.
ส่วนที่มีการเปิดข้อมูลการโทรของคนใกล้ชิดของ นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับกลุ่ม สว. นั้น
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นข้อมูลที่ตนเชื่อว่าเป็นหลักฐานประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ตนได้รับมามีการกลั่นกรอง ซึ่งเป็นข้อมูลการโทรระหว่างนางสาวรัตนา บ่อถ้ำ กับผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 19 คน หลากหลายจังหวัด รวมกันมากถึง 62 ครั้ง ภายในห้วงเวลาแค่ 80 วัน ที่คาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว. และการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว.
"ซึ่งนางสาวรัตนา เป็นหนึ่งใน 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 สรุปว่ามีมูลความผิดในคดีโกง สว. และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ในช่วงปี 66-68 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือก สว. และเป็นช่วงมีประวัติการโทร" นายพริษฐ์ ระบุ
นายพริษฐ์ เผย การเรียกร้องให้นางสาวรัตนาออกมาชี้แจงคงเป็นเรื่องยาก แต่จะเปิดสมัยประชุมสภาแล้ว การเรียกร้องให้นายชลัฐมาตอบคำถามคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ตนจึงอยากฝาก 5 คำถามไปถึงนายชลัฐ
- 1.ในช่วงปี 66-68 นางสาวรัตนา ช่วยงานนายชลัฐ หรือ งานของพรรคภูมิใจไทย ในด้านไหน และตอนนี้นางสาวรัตนา ยังช่วยงานอยู่หรือไม่
- 2. เหตุใดนางสาวรัตนา ถึงได้มีการโทรคุยกับ สว. จำนวนมาก เป็นจำนวนหลายครั้ง ในช่วงเลือก สว.
- 3. จริงหรือไม่ ว่านางสาวรัตนา ถูกมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานกับ สว. ที่ได้รับเลือก รวมถึงการนัดหมายมาประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ ในช่วงที่ สว. เริ่มปฏิบัติหน้าที่
- 4. จริงหรือไม่ ว่านายชลัฐเคยไปร่วมประชุมกับ สว. จำนวนมาก ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ หลังจากการเลือก สว. เสร็จสิ้นลง
- 5. หากจริง นายชลัฐ ได้ไปร่วมประชุมในนามส่วนตัว หรือในนามกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และ วันนั้นมีผู้บริหารพรรค หรือ สส. พรรคภูมิใจไทย คนอื่นไปร่วมด้วยหรือไม่
ส่วนกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลการโทร ของนายภราดร ปริศนานันทกุล กับ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนนั่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของ นายภราดร กับ นายกรวีร์ ทั้งสองคนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการโทรเข้าโทรออก เป็นเพียงการตั้งคำถามเรื่องข้อมูลว่าจริงหรือไม่ และได้มาได้อย่างไร ย้ำว่าข้อมูลที่ได้รับมา และอีกหลายภาคส่วนที่ได้รับมา เป็นข้อมูลที่ตนนำมากลั่นกรองแล้วระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่ และตั้งคำถามไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ตนก็ยังรอดูว่านายชลัฐจะปฏิเสธเรื่องการโทรหรือไม่
"ส่วนประเด็นที่ว่าโทรคุยกับใครจะผิดกฎหมาย ตนย้ำมาตลอดว่าเรื่องประเด็นการ โกง สว. เราไม่ควรมองหลักฐานแค่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพราะเป็นเหมือนภาพในจิ๊กซอว์ หากมองชิ้นเดียวจะไม่เห็นภาพรวม หากนำหลักฐานต่าง ๆ มาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการโทร คำบอกเล่าจากพยานบุคคล หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง รวมถึงบัตรเลือก สว. ระดับประเทศที่ซ้ำกันจำนวนมาก ประกอบกับตัวเลขโพยใบสั่งจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น และตนย้ำมาตลอดว่าไม่ต้องชัดเจนจนถึงขั้นสิ้นข้อสงสัย แต่แค่ควรเชื่อได้ว่า กกต. ก็ควรสั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา ตนเชื่อว่าสังคมก็เชื่อว่ามีการทุจริตและเฝ้ารอดู กกต. จะคงยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีการทุจริต" นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าว อยากฝากไปถึง กกต. ว่าอย่ายกคำร้องแม้หลักฐานมันชัด เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณคนที่เลือกคุณมา และอย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุกเพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน ขอเป็นกำลังใจให้ กกต. ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา แล้วสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน
ส่วนกรณีที่นายภราดรบอกว่า ยังไม่ถูกชี้มูลความผิดแต่ถูกพิพากษาไปแล้ว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากนายภราดรอยากได้ความเป็นธรรมจากกระบวนการศาล ก็หวังว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาล หาก กกต. สั่งฟ้อง ไปถึงศาล นายภราดรก็จะได้รับความเป็นธรรมจากศาล มีการไต่สวนข้อเท็จจริง ประวัติการโทร การกระทำของนายภราดรมีหลักฐานที่ศาลจะสามารถพิพากษาว่ากระทำความผิดหรือไม่ ในทางกลับกันหากเรื่องไปไม่ถึงศาล ข้อครหาเช่นนี้ก็จะยิ่งเกิดคำครหาในสังคม ถึงเหตุผลที่ กกต. ตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล เป็นเพราะ 4 ใน 7 ของ กกต. มาจาก สว. ที่ถูกรับรอง ที่ผูกมากับเงื่อนไขว่าขอให้ช่วยน้ำเงินด้วยหรือไม่
ส่วนการจัดเวทีเปิดหลักฐานคดีโกง สว. ในวันที่ 28-29 ส.ค. นี้จะทันหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องเดินหน้าจนถึงนาทีสุดท้าย ดูวันต่อวันเพราะงานได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อถามว่ามีคนออกมาวิจารณ์ว่าภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ออกมาเปิดหน้าขับเคลื่อนเรื่องนี้มากกว่าฝ่ายค้านนั้น
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อคนจำนวนมาก เราเห็นถึงการทำงานของทุกภาคส่วนทั้งจากภาคประชาสังคม สว. และ สว.สำรอง ที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เราในฐานะฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่เต็มที่ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนในคดีที่ส่งผลต่ออนาคตสำคัญของประเทศ
เมื่อถามว่าหากวันที่ 28 สิงหาคมนี้ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องจริง
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้แต่ไม่อยากคาดการณ์ไปก่อนเพราะอยากทำตรงนี้ให้เต็มที่
"หาก กกต. ยกคำร้องใครก็ตามทั้งที่หลักฐานชัดก็จะเดินหน้าฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 เมื่อ กกต. ไม่ทำหน้าที่ส่งหลักฐานไปที่ศาล ก็จะดูช่องทางอื่นว่าจะมีกลไกอะไรหรือไม่ที่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวไปถึงศาลฎีกาได้ และเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป. การเลือก สว. เพื่อให้ผู้เสียหายโดยตรงอย่างผู้สมัคร สว. ร้องไปยังศาลฎีกาได้โดยตรง" นายพริษฐ์ กล่าว