เนชั่นทีวี

ข่าว

ปชป.ลั่น! ไม่อุ้ม “ชัยชนะ” หากพบมีเจตนาทำร้ายรองผู้กำกับ

14 ส.ค. 2569 | katchatapong_lee

ปชป.ลั่น! ไม่อุ้ม “ชัยชนะ” หากพบมีเจตนาทำร้ายรองผู้กำกับ

ปชป.ลั่น! ไม่อุ้ม “ชัยชนะ” หากพบมีเจตนาทำร้ายรอง ผกก. - ย้ำยินดีให้ดำเนินการตามกฏหมายพ่วงจริยธรรม - วอน ตร.ดำเนินคดีสอบสวนให้เต็มที่อย่าให้พรรคการเมืองอื่นแทรกแซง

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ  ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายโดยไม่ได้รับบาดเจ็บจาก รองผู้กำกับ สภ.ทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า พรรคประธิปัตย์ ยืนยันว่า จะต้องดำเนินการ โดยยึดมั่นในหลักการ และปกป้องศักดิ์ศรีของตำรวจ ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุ พรรคฯ ได้พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด เพราะปัจจุบันมี 3 ฝ่าย ที่มีข้อเท็จจริงปรากฏแต่ยังดูขัดแย้งกัน คือ รองผู้กำกับฯ ซึ่งเป็นผู้เสียหายและออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายชัยชนะ หลังเกิดเหตารณ์ไปแล้ว 4 วัน โดยที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์เลย และแจ้งข้อกล่าวหาเพียงว่า มีการทำร้ายร่างกาย โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ เข้าข้อกฎหมายมาตรา 391 อย่างไรก็ตาม ทางพรรคต้องแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายด้วย และผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของรองผู้กำกับฯ ที่ให้สัมภาษณ์ประมาณ 4-6 ครั้ง โดยช่วงแรกพูดว่า ไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก่อนออกมาพูดว่า มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ และครั้งต่อมาผู้กำกับฯ ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงแต่เป็นการหยอกล้อ และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้าย ในขณะที่ นายชัยชนะ ก็ได้แถลง และไปพบพนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีการทำร้าย และไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายรองผู้กำกับ และประชาธิปัตย์พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทางตำรวจแน่นอน

นายพงศกร ยังย้ำว่า แม้มองดูข้อมูลแล้ว อาจจะยังขัดแย้งกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกัน คือ เมื่อมีเหตุการณ์นี้ขึ้น ซึ่งทั้งนายชัยชนะ และรองผู้กำกับฯ ได้สรุปว่า เป็นการหยอกล้อกันจริง และเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นวันถัดมา รองผู้กำกับฯ ยังไปร่วมงานกันตามปกติ และมีการถ่ายรูปร่วมกับนายชัยชนะ และแจ้งกับผู้บังคับบัญชาว่า ไม่ติดใจเอาเรื่อง แต่สุดท้ายก็มีข่าวออกมาว่า มีการไปแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อที่จะเรียกร้องศักดิ์ศรีของตำรวจ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าใจในประเด็นนี้ 

 

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องพูดกัน คือ การได้รับบาดเจ็บ สมมติว่า หากได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือสาหัส จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา ก็มีความผิดตามกฏหมายแต่เท่าที่ตนทราบ และเท่าที่นายชัยชนะรับทราบข้อกล่าวหา และการทำร้ายไม่ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น ถ้าผู้เสียหายยืนยันว่า ไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็ต้องมาพิสูจน์กันในเรื่องของเจตนาว่า นายชัยชนะ มีเจตนาไปทำร้ายเขาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้นายชัยชนะก็ยืนยันแล้วว่า ไม่มีเจตนา และผู้กำกับก็ยืนยันว่า เป็นการหยอกล้อ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ได้ฟังแค่ ผู้กำกับสภ. หรือ นายชัยชนะ แต่ต้องการรู้ความจริงว่า นายชัยชนะ มีเจตนาในการทำร้ายเขาหรือไม่ หากมีเจตนาในการทำร้ายก็ต้องผิดอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่พรรคได้พยายามทำในช่วง 2-3 วัน คือการแสวงหาข้อเท็จจริง เช่น ทั้งพยานแวดล้อม และพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ และพยายามสอบถามว่า มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เกิดขึ้นในลักษณะใด และพรรคได้ขอคลิปเหตุการณ์ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพยานแวดล้อม หรือพยานหลักฐานที่เป็นคลิปอย่างใดอย่างหนึ่งที่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ต้องมาพิสูจน์ว่า นายชัยชนะมีเจตนาหรือไม่ เพราะภาพมันฟ้อง

นายพงศกร ยังยืนยันว่า หากสุดท้ายแล้ว พบว่า นายชัยชนะ มีเจตนาทำร้ายจริง พรรคฯ ก็ต้องดำเนินการ เพราะพรรคฯ ยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย และยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตำรวจ ดังนั้น นักการเมืองก็ต้องมีการดำเนินการในเรื่องของจริยธรรมและ ระเบียบพรรคการเมือง ที่จะควบคุมให้รักษาจรรยาบรรณของนักการเมืองให้ได้ ดังนั้น ถ้าใครมีพยานแวดล้อม พยานหลักฐาน มีคลิปหรือแม้กระทั่งผู้เสียหายพร้อมที่จะมายืนยันด้วยหลักฐานที่มี พรรคฯ ก็พร้อมที่จะดำเนินการในเรื่องตามระเบียบพรรค

 

ส่วนเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการหยอกล้อกันหรือไม่นั้น นายพงศกร กล่าวว่า พรรคฯ ไม่เชื่อทั้งหมด ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะออกมาพูดอย่างไรสุดท้าย ก็ต้องดูพยานแวดล้อม และพยานหลักฐาน ซึ่งวันนี้ คือ การพิสูจน์เจตนาว่า นายชัยชนะมีความพยายามที่จะทำร้ายหรือไม่ จะตบที่ไหน ตีที่ไหน หรือจะแค่กอดคอ เพราะถ้ามีเจตนาทำร้าย ก็ถือว่าผิด 

 

ส่วนที่นายชัยชนะ ระบุเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นั้นนายพงศกร กล่าวว่า ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแน่นอน มีแต่การสนับสนุน ดังนั้น ขอให้ทุกพรรคการเมืองปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ รวมถึงตำรวจก็ต้องเป็นคนที่พิทักษ์รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นทาสของนักการเมือง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ตำรวจไม่ควรรับฟัง แต่เอาข้อเท็จจริงมาสู้กัน เพราะเจ้านายคือประชาชน ดังนั้น ไม่ควรที่จะมีพรรคการเมืองเข้าไปแทรกแซงเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหากนายชัยชนะ กระทำผิดก็จะต้องมีการยื่นตรวจสอบจริยธรรม และยินดีให้ตรวจสอบจริยธรรมด้วย หากพบว่า ในชัยชนะมีความผิดจริงก็จะต้องดำเนินการตามระเบียบเพื่อรักษาอุดมการณ์จริยธรรมพรรคและจริยธรรมของนักการเมืองไว้

 

ส่วนเรื่องนี้จะกระทบฐานเสียงภาคใต้ของพรรคได้หรือไม่นั้น นายพงศกร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ผ่านมา 80 ปีย่อมมีความผิดพลาดได้ แต่พรรคการเมืองไม่สามารถที่จะไม่ยึดหลักกฎหมายได้ และไม่สามารถเอาตัวเองเป็นที่ตั้งได้ ยืนยันว่า หากนายชัยชนะผิดจริงก็ต้องมีการดำเนินการภายในพรรค เพื่อรักษาอุดมการณ์พรรคและจริยธรรมพรรค และจริยธรรมนักการเมืองอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด