เนชั่นทีวี

ข่าว

“ทวี” เปิดหลักฐานใหม่ฮั้ว สว. ชี้ Block Vote พา 149 คนได้เป็น สว.

05 ส.ค. 2569 | prisana_tha

“ทวี” เปิดหลักฐานใหม่ฮั้ว สว. ชี้ Block Vote พา 149 คนได้เป็น สว.

“ทวี สอดส่อง” เปิดข้อมูลใหม่คดีฮั้ว สว. ระบุพบรูปแบบ Block Vote เชื่อมโยงผู้ได้รับเลือก 149 คน ไม่ใช่ 138 คน พร้อมย้ำ กกต.มีหน้าที่ยื่นศาลฎีกาตามกฎหมาย

“ทวี สอดส่อง” เปิดข้อมูลใหม่คดีฮั้ว สว. ระบุพบรูปแบบ Block Vote เชื่อมโยงผู้ได้รับเลือก 149 คน ไม่ใช่ 138 คน พร้อมย้ำ กกต.มีหน้าที่ยื่นศาลฎีกาตามกฎหมาย

KEY

POINTS

  • “ทวี สอดส่อง” เปิดหลักฐานใหม่ ระบุคดีฮั้ว สว. พบผู้ได้รับเลือกเกี่ยวข้องกับรูปแบบลงคะแนนแบบ Block Vote ถึง 149 คน มากกว่าตัวเลข 138 คนที่สังคมรับรู้ก่อนหน้านี้
  • ตรวจพบบัตรเลือกตั้ง 20 กลุ่มอาชีพ มีการเขียนหมายเลขผู้สมัครชุดเดียวกันและเรียงลำดับตรงกันหลายร้อยใบ ก่อนตรวจเทียบกับผลเลือกตั้งพบผู้สมัครในชุดดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว. คิดเป็น 74.5%
  • ย้ำบทบาท กกต.ตามกฎหมาย เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ส่วนอำนาจวินิจฉัยว่าใครกระทำผิดเป็นของศาลฎีกา ไม่ใช่ กกต.

5 สิงหาคม 2569 ฮั้ว สว. สะเทือนอีกระลอก “ทวี สอดส่อง” เปิดหลักฐานใหม่ ชี้ผู้ได้รับเลือกเชื่อมโยง Block Vote มากถึง 149 คน ย้ำหน้าที่ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเลือก สว.

 

โดย  พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า  เปิดหลักฐาน ชี้ว่า 'ฮั้ว สว.' ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาถึง 149 คน มิใช่ 138 คน ดังที่สังคมเข้าใจ

“ทวี” เปิดหลักฐานใหม่ฮั้ว สว. ชี้ Block Vote พา 149 คนได้เป็น สว.

 

ข้อค้นพบครั้งนี้ มิใช่การค้นพบบุคคล แต่เป็นการค้นพบ ‘รูปแบบการลงคะแนน’ (Pattern) ที่ซ่อนอยู่ในบัตรเลือกตั้ง และเมื่อนำรูปแบบดังกล่าวไปตรวจเทียบกับประกาศผลการเลือกตั้ง จึงพบว่า ผู้สมัครในชุดหมายเลขเดียวกันได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาถึง 149 คน ที่ปรากฏอยู่ในบัตรเลือกตั้งที่สื่อเผยแพร่

 

รอบเช้าจำนวนผู้สมัคร 3,000 บัตรที่ปรากฏอยู่ในบัตรเลือกตั้ง พบว่าผู้ลงคะแนนเขียนหมายเลขผู้สมัครทั้ง 10 ช่อง เช่น กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาชีพการบริหารราชการแผ่นดิน หลักฐานประจักษ์ผู้สมัครเขียนหมายเลขตรงกันและเรียงลำดับตรงกัน หมายเลข 84, 111, 95, 7, 126, 49, 148, 107, 137 และ 14 เรียงตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 10 เหมือนกันครบทุกตำแหน่งจำนวน 18 ใบ

และปรากฏบัตรอีก 5 ใบที่แตกต่างจากชุดหลักเพียงตำแหน่งเดียว ได้แก่ การเปลี่ยนหมายเลข 148 เป็น 149 การเปลี่ยน 111 เป็น 112 การเปลี่ยน 126 เป็น 125 การเปลี่ยน 148 เป็น 184 และการเปลี่ยน 107 เป็น 12 ขณะที่ช่องที่เหลือหมายเลขอีก 9 ตำแหน่งยังคงเหมือนชุดหลักทั้งหมด

 

มีบัตรรวมอีก 20 ใบ ที่เลือกหมายเลขเหมือนกันอย่างน้อย 9 หมายเลข (อีก 1 หมายเลขคาดว่าเลือกตนเอง) พบว่า เป็นชุดการลงคะแนนแบบเดียวกัน (Block Vote) กลุ่มละ 10 คน ทั้งหมด 20 กลุ่มอาชีพ เป็นอย่างนี้ทั้งหมด เมื่อรวมชุดที่เลขเรียงเหมือนกันทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จำนวน 200 คน ในรอบเช้าเปรียบกับหลักฐานที่ กกต. ประกาศได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด 200 คน (เสร็จรอบบ่าย) มีผู้สมัครหมายเลขใน Block Vote มากถึง 149 คน ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา คิดเป็นร้อยละ 74.5

 

จากการตรวจสอบบัตรลงคะแนนรอบเช้า ทั้งกลุ่ม 20 อาชีพ พบว่าในแต่ละกลุ่มอาชีพ มีบัตรลงคะแนนจำนวนมากที่ผู้ลงคะแนน เขียนหมายเลขผู้สมัครครบทั้ง 10 ช่อง ใช้หมายเลขชุดเดียวกัน เรียงลำดับตรงกันทุกช่อง ไม่มีการสลับตำแหน่งแม้แต่หมายเลขเดียว ตั้งแต่ช่องที่ 1 ถึงช่องที่ 10 และมีแทรกบ้าง สัก 1-2 ช่อง แต่เลขชุดอื่นคงเดิม ดังกล่าวมาแล้ว

 

เมื่อรวบรวมข้อมูลครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ พบชุดหมายเลขตรงกันตั้งแต่ 11–20 ใบต่อกลุ่ม รวมไม่น้อยกว่า 332 ใบ เอาเฉพาะหมายเลขชุดเดียวกัน เรียงลำดับตรงกันทุกช่อง ไม่มีการสลับตำแหน่งแม้แต่หมายเลขเดียว ดังนี้

 

- กลุ่มที่ 1 จำนวน 18 ใบ

- กลุ่มที่ 2 จำนวน 16 ใบ

- กลุ่มที่ 3 จำนวน 16 ใบ

- กลุ่มที่ 4 จำนวน 16 ใบ

- กลุ่มที่ 5 จำนวน 17 ใบ

- กลุ่มที่ 6 จำนวน 16 ใบ

- กลุ่มที่ 7 จำนวน 16 ใบ

- กลุ่มที่ 8 จำนวน 20 ใบ

- กลุ่มที่ 9 จำนวน 17 ใบ

- กลุ่มที่ 10 จำนวน 20 ใบ

- กลุ่มที่ 11 จำนวน 18 ใบ

- กลุ่มที่ 12 จำนวน 11 ใบ

- กลุ่มที่ 13 จำนวน 13 ใบ

- กลุ่มที่ 14 จำนวน 18 ใบ

- กลุ่มที่ 15 จำนวน 14 ใบ

- กลุ่มที่ 16 จำนวน 18 ใบ

- กลุ่มที่ 17 จำนวน 19 ใบ

- กลุ่มที่ 18 จำนวน 13 ใบ

- กลุ่มที่ 19 จำนวน 19 ใบ

- กลุ่มที่ 20 จำนวน 17 ใบ

 

“ทวี” เปิดหลักฐานใหม่ฮั้ว สว. ชี้ Block Vote พา 149 คนได้เป็น สว.

 

เมื่อเปรียบเทียบกับผลคะแนนรอบเช้า พบว่าผู้สมัครในชุดหมายเลขดังกล่าวเกือบทั้งหมดได้รับคะแนนอยู่ในลำดับสูงของแต่ละกลุ่ม ส่วนใหญ่อยู่ในลำดับ 1 ถึง 10 หรือบางกลุ่ม อาจลำดับสูงกว่า ไม่เกินอันดับที่ 15 ของกลุ่มอาชีพ ได้ผ่านเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ (กลุ่มละ 40 คน) ที่เลือกแบบไขว้ในรอบบ่าย

 

ดังที่กล่าวมา เมื่อนำชุดหมายเลขทั้ง 200 คน ไปตรวจเทียบกับประกาศผลการเลือกระดับประเทศของ กกต. จึงปรากฏข้อค้นพบสำคัญว่า ผู้สมัครในชุดหมายเลขดังกล่าวได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาถึง 149 คน หรือ ร้อยละ 74.5 ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ต่อมา ในกลุ่มที่ 18 นางสาวคอดียะฮ์ ทรงงาม ถูกตัดออกจากบัญชีผู้ได้รับเลือก และมีการเลื่อนผู้สมัครบัญชีสำรองขึ้นแทน จึงเหลือสมาชิกวุฒิสภาที่ตรงกับชุด Block Vote จำนวน 148 คน

 

นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มที่ 9 กลุ่มที่ 10 และกลุ่มที่ 12 ผู้สมัครในชุด Block Vote ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาครบ 10 คน ทั้งกลุ่ม อีกทั้งในหลายกลุ่มยังพบผู้สมัครจำนวนมากได้รับ 0 คะแนน ทั้งที่ผู้สมัครทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเลือกผู้สมัครคนอื่นในกลุ่มเดียวกัน ข้อเท็จจริงการลงคะแนนแบบ Block Vote ที่เกิดขึ้นพร้อมกันครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จำนวน 200 คน ที่มีผู้สมัครทั้ง 149 คน ได้เป็น สว. นั้นขณะนี้ได้ประกาศรับรองไปแล้ว

 

การวินิจฉัยความผิดหรือไม่ มิใช่อำนาจของ กกต. ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า “…เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา…”

 

สาระสำคัญอยู่ที่ถ้อยคำว่า “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” มิใช่ “อาจยื่นคำร้อง” กฎหมายจึงกำหนดให้เป็น หน้าที่ มิใช่ดุลพินิจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า ศาลฎีกาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง โดยให้ศาลใช้สำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณา และหากเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง บทบัญญัตินี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญได้แบ่งบทบาทของทั้งสององค์กรไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ

 

- กกต. มีหน้าที่สืบสวนหรือไต่สวน รวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐาน

- เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62 กฎหมายบัญญัติว่า “ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา”

- ส่วนศาลฎีกาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักหลักฐาน และวินิจฉัยว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำผิดหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐธรรมนูญมิได้มอบอำนาจให้ กกต. เป็นผู้วินิจฉัยคดีเลือกตั้ง แต่กำหนดให้ กกต. เป็นผู้สืบสวนหรือไต่สวน และเมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ไต่สวนข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักหลักฐาน และวินิจฉัยคดีโดยอิสระตามกฎหมาย

 

การเคารพขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กรตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มิใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมาย หากแต่เป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในการเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด