เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึกกระแสข่าวเรือไทยถูกยิงฮอร์มุซ รัฐบาลไทยจะแก้เกมอย่างไร

18 ก.ค. 2569 | titayu_pur

เจาะลึกกระแสข่าวเรือไทยถูกยิงฮอร์มุซ รัฐบาลไทยจะแก้เกมอย่างไร

เจาะลึกกระแสข่าว เรือไทยถูกยิงในฮอร์มุซ นักวิชาการชี้เป็นสงครามยืดเยื้อทางเรือ แนะช่องวิกฤตนี้รัฐบาลไทยจะแก้เกมอย่างไร? เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและระบบโลจิสติกส์ไทย!

เจาะลึกกระแสข่าว เรือไทยถูกยิงในฮอร์มุซ นักวิชาการชี้เป็นสงครามยืดเยื้อทางเรือ แนะช่องวิกฤตนี้รัฐบาลไทยจะแก้เกมอย่างไร? เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและระบบโลจิสติกส์ไทย!

KEY

POINTS

  • ชนวนเหตุโจมตีซ้ำ: กองกำลัง IRGC ของอิหร่านสกัดและโจมตีเรือพาณิชย์ติดธงไทย ในช่องแคบฮอร์มุซ (17 ก.ค. 2569) โดยอ้างว่าเรือเพิกเฉยต่อคำเตือน และฝ่าฝืนมาตรการเส้นทางเดินเรือที่กำหนดไว้
     
  • ผลกระทบจากศึกมหาอำนาจ: เหตุการณ์นี้เป็นเรือไทยลำที่สองในรอบเดือน ที่โดนลูกหลงจาก "สงครามยืดเยื้อทางเรือ" หลังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านล่มสลาย ทำให้น่านน้ำสากลกลายเป็นพื้นที่ขัดแย้งรุนแรง
     
  • ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล: นักวิชาการแนะไทยเร่งประกาศห้ามเรือผ่านน่านน้ำเสี่ยงชั่วคราว ควบคู่กับการใช้การทูตช่องทางพิเศษเจรจาตรงกับเตหะราน และกระจายความเสี่ยงโลจิสติกส์ในระยะยาว

18 กรกฎาคม 2569 จากกระแสข่าวว่า กองกำลังอิหร่านได้โจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่งที่ชักธงไทย ขณะพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในบริเวณอ่าวโอมาน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ที่กับมาระอุอีกครั้ง จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังการเจรจาสันติภาพที่ล้มเหลว ซึ่งเหตุการณ์เรือไทยถูกยิง แม้จะยังไม่คอนเฟิร์มว่าจริงหรือไม่ ท่ามกลางการยืนยันจากกองทัพเรือและกระทรวงการต่างประเทศว่า "ไม่เป็นความจริงก็ตาม"  


แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นก็มีนัยยะในหลายเรื่อง ซึ่ง กฤษฎา บุญเรือง  นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง ‘ระทึกฮอร์มุซ! IRGC อิหร่านโจมตีเรือติดธงไทย อ้างขับออกนอกเส้นทาง-ไม่ขออนุญาต’ โดยมีการวิเคราะห์ถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ในรูปแบบถามตอบ 




กฤษฎา บุญเรือง  นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา

หมวดที่ 1: เจาะลึกเหตุการณ์เรือไทยถูกโจมตี

 

Q: เกิดอะไรขึ้นกับเรือสินค้าไทย และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อใด สถานที่ใด?

 

A: เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยกองกำลังทางเรือของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้เข้าสกัดและ "โจมตีเป้าหมาย" ซึ่งเป็นเรือพาณิชย์ติดธงชาติไทย ขณะกำลังเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นน่านน้ำยุทธศาสตร์การเดินเรือและการขนส่งพลังงานที่สำคัญระดับโลก ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน

 

Q: ทางการอิหร่านอ้างเหตุผลใดในการลงมือโจมตีเรือไทยในครั้งนี้?

 

A: สำนักข่าว Tasnim ของทางการอิหร่านรายงานว่า เรือสัญชาติไทยลำดังกล่าว "เพิกเฉยต่อคำเตือนซ้ำๆ" ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทางทะเลอิหร่าน โดยพยายามแล่นผ่านช่องแคบโดยไม่ได้ลงทะเบียนขออนุญาตล่วงหน้าจาก IRGC และปฏิเสธที่จะใช้เส้นทางเดินเรือที่อิหร่านกำหนดไว้

 

Q: ทราบชื่อเรือ บริษัท หรือประเภทของสินค้าที่ได้รับความเสียหายแล้วหรือยัง?

 

A: ณ ค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อเรือหรือชื่อบริษัทเจ้าของเรืออย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ (เช่น UKMTO) และรัฐบาลไทยกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบพิกัดและความเสียหายทางกายภาพ

 

• ส่วนประเภทสินค้ายังไม่ระบุชัด แต่คาดว่าเป็นสินค้ากลุ่มเม็ดพลาสติก สินค้าเกษตร หรือพลังงาน/เคมีภัณฑ์ ตามวงจรการเดินเรือขนส่งปกติของไทยในแถบนี้
 

• ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีเรือพาณิชย์ไทยชื่อ "มยุรีนารี" (Mayuree Naree) ของบริษัท พรีเชียส ชิปปิ้ง ถูกโจมตีในบริเวณนี้จนเรือเสียหายและมีลูกเรือเสียชีวิต รัฐบาลจึงต้องเร่งตรวจสอบว่าเรือลำล่าสุดนี้เป็นของบริษัทใด

Q: การโจมตีครั้งนี้เจาะจงเป้าหมายเพราะเป็น "ธงชาติไทย" หรือไม่?

 

A: ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นชาติไทยโดยตรง แต่เกิดจาก "พิกัดและเส้นทางการเดินเรือ" ของเรือไทยที่แล่นเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้งในจังหวะที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านล่มสลายลง (เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม) ทำให้อิหร่านประกาศบังคับใช้มาตรการเข้มงวดที่เรียกว่า "Route of Authority" เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและตรวจค้นเรือทุกสัญชาติที่ผ่านช่องแคบ เรือลำใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงตกเป็นเป้าหมายทันทีโดยไม่เกี่ยงสัญชาติ

 

Q: มีเรือของประเทศอื่นถูกโจมตีในลักษณะเดียวกันด้วยหรือไม่?

 

A: มี ถูกโจมตีหลายสัญชาติ ในวันเดียวกัน (17 กรกฎาคม) ก่อนหน้าเรือไทยไม่กี่ชั่วโมง ก็มีเรือบรรทุกน้ำมันสากลไม่ระบุสัญชาติถูกยิงนอกชายฝั่งโอมาน นอกจากนี้ เรือที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และพันธมิตรที่พยายามใช้เส้นทางเดินเรือใหม่เพื่อท้าทายอิหร่าน ก็ถูกมุ่งเป้าโจมตีอย่างรุนแรงเช่นกัน

 

 

แฟ้มภาพบรรยากาศในช่องแคบฮอร์มุซ


 

หมวดที่ 2: ภาพรวมสถานการณ์และทางออกของรัฐบาลไทย

 

Q: สถานการณ์ปัจจุบันในช่องแคบฮอร์มุซรุนแรงเพียงใด และมีแนวโน้มอย่างไร?

 

A: ปัจจุบันกลายเป็น "สงครามยืดเยื้อทางเรือ" (Kinetic War of Attrition) ไปแล้ว กองทัพสหรัฐฯ (US CENTCOM) ได้ส่งเครื่องบินรบโจมตีทิ้งระเบิดฐานทัพชายฝั่งและเรดาร์ของ IRGC บนแผ่นดินใหญ่อิหร่าน (เช่น เมืองบูเชห์ร, บันดาร์ คามีร์ และเกาะคาร์ก) เพื่อเปิดทางเดินเรือเสรี ขณะที่อิหร่านใช้ยุทธวิธี "กองโจรทางทะเล" ทั้งโดรน ขีปนาวุธ และเรือเร็วติดอาวุธซุ่มโจมตีเรือสินค้า ความเสี่ยงในอนาคตจึงมีแนวโน้มรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอกเนื่องจากมีเรื่องศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ค้ำคออยู่

 

Q: รัฐบาลไทยจะสามารถทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาและคุ้มครองเรือไทย?

 

A: ในฐานะประเทศขนาดกลาง แม้ไทยจะไม่มีกำลังทหารไปคุ้มกันเรือในน่านน้ำสากล แต่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกผ่านกลยุทธ์และมาตรการต่างๆ ได้ดังนี้:

 

1. มาตรการเร่งด่วน (เด็ดขาดและทันท่วงที)
 

• ประกาศมาตรการห้ามผ่านน่านน้ำเสี่ยง: กรมเจ้าท่าและกระทรวงคมนาคมต้องออกคำสั่ง "ห้ามเรือติดธงไทยทุกชนิดแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเด็ดขาด" ในช่วงนี้ โดยให้ปรับแผนไปใช้ท่าเรือทางเลือกนอกอ่าวเปอร์เซีย (เช่น โอมาน หรือ อินเดีย) แล้วใช้วิธีขนส่งต่อเนื่องทางบกแทน
 

• ใช้การทูตช่องทางพิเศษ (Backchannel Diplomacy): อาศัยความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีและยาวนานระหว่างไทยกับอิหร่าน เจรจาตรงกับรัฐบาลเตหะรานเพื่อยืนยันจุดยืนว่า "เรือสินค้าไทยเป็นเรือพาณิชย์บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของมหาอำนาจ" เพื่อขอละเว้นการตกเป็นเป้าหมายและรับรองความปลอดภัยของลูกเรือ

 

2. มาตรการระยะยาว (สร้างความยืดหยุ่นทางโลจิสติกส์ - Supply Chain Resilience)

 

• กระจายเครือข่ายโลจิสติกส์ (Regional Connectivity): เร่งพัฒนาเส้นทางสายรองที่จับต้องได้จริง เช่น การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) โดยใช้ระบบรางเชื่อมโยงอาเซียน-จีน-เอเชียกลาง เพื่อขนส่งสินค้าเข้าสู่ยุโรปและตะวันออกกลาง แทนการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบเพียงอย่างเดียว
 

• จัดตั้งกองทุนประกันภัยร่วม (War Risk Insurance Pool): รัฐบาลจับมือภาคเอกชนจัดตั้งกองทุนประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม เพื่อช่วยแบกรับและอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยเรือสัญชาติไทยที่พุ่งสูงลิ่ว ช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกไว้ได้
 

• การทูตพลังงานและการข่าวเชิงรุก:
 

◦ วางแผนกระจายการนำเข้าพลังงานจากแหล่งอื่น เพื่อลดระดับการพึ่งพาเสถียรภาพจากตะวันออกกลาง


◦ ลงทุนในระบบ AI และดาวเทียมติดตามเรือพาณิชย์แบบ Real-time เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ความปลอดภัย และแจ้งเตือนผู้ประกอบการให้ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือได้อย่างทันท่วงที 



แฟ้มภาพบรรยากาศในช่องแคบฮอร์มุซ

ข่าวล่าสุด