"ในการแต่งตั้งเนี่ย เขาก็มีอำนาจอยู่ตามมาตรฐาน เกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ว่ามีอำนาจอะไรบ้าง แล้วก็ผมเข้าใจว่า ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย อาจจะดูในหมวดที่ 7 ในเรื่องของการยกเลิก หรือการขึ้นบัญชีสอบผู้สอบแข่งขันได้ด้วยกันเฉพาะราย ซึ่งอยู่ในข้อ 29 ของมาตรฐานนี้
แต่ว่าเมื่ออ่านดูครบทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่าเป็นกรณีที่ก่อนที่จะขึ้นบัญชี หรือว่าก่อนที่จะเรียกบัญชีบรรจุแต่งตั้ง อำนาจตรงนี้เป็นอำนาจของ กสถ.แต่พอมาตรวจสอบในหมวดที่ 8 ซึ่งอยู่ในข้อ 30 กรณีลักษณะที่ว่ามีการตรวจพบว่ามีการทุจริต หรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ในประกาศบอกว่ากรณีเมื่อมีการขึ้นบัญชีเรียบร้อยแล้ว อำนาจตรงนี้ จะเป็นอำนาจของ ก.กลาง หรือว่า ก.จ. และ ก.อบต. ร่วมกัน" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นนายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กางข้อกฎหมายยัน อำนาจไล่คนโกงสอบอยู่ที่ ก.กลาง เสนอโละทิ้งยกล็อต 5,800 ราย
นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ระบุต่อ ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่าท่านปลัดฯ จะใช้อำนาจตามประกาศนี้ ถ้าใช้อำนาจตามประกาศ ไม่น่าจะใช้ได้ ตามข้อ 30 แต่มีอีกข้อหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าท่านอาจจะไปใช้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 หรือไม่ ซึ่งตรงนั้น ให้อำนาจแก่ผู้ออกคำสั่ง หรือว่ามีอำนาจตรงนั้นที่จะเพิกถอนกรณีที่มีเหตุลักษณะเดียวกัน ว่ามีความผิดปกติลักษณะนี้
"แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากเราดูอำนาจหน้าที่ของของ กสถ. ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 8 ของประกาศนี้ จะเห็นว่าอำนาจของเค้ามีตั้งแต่เริ่มขบวนการสอบแข่งขัน จนกระทั่งสิ้นสุด ก็คือการขึ้นบัญชีสอบเรียบร้อยแล้ว อำนาจตรงนี้ ถ้าดูตามมาตรฐานนะ ข้อ 8 ถือว่าอำนาจของเค้าสิ้นสุดแล้ว เพราะว่าเมื่อขึ้นบัญชีเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่บริหารบัญชีสอบแข่งขัน เป็นอำนาจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ กสถ.ดังนั้น ตามที่เราดูเนี่ย ผมก็มองว่าอำนาจในการเพิกถอนบัญชีไม่ว่าจะเป็นเฉพาะรายหรือทั้งหมดเนี่ย เป็นอำนาจของ ก.กลาง" นายพิพัฒน์ เผยว่า
อำนาจ ก.กลาง ได้มอบอำนาจให้ กสถ. เป็นคนจัดการ?
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กสถ. ถูกกำหนดโดยคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ที่บอกว่าการสอบแข่งขัน ให้ ก.กลาง คือสั่งไว้เลยว่าในคำสั่ง สั่งไว้เลยว่าให้ ก.กลาง มอบหมายให้ กสถ. เป็นคนดำเนินการสอบแข่งขัน
มีประกาศ ก.กลาง กำหนดเรื่อง กฎกติกา มารยาท เรื่องหลักเกณฑ์ เรื่องวิธีปฏิบัติ ในเรื่องของการสอบคัดเลือกบุคลากรส่วนท้องถิ่น กำกับอยู่อีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของวิธีปฏิบัติ?
นายพิพัฒน์ ระบุ ใช่ครับ เป็นแนวทางปฏิบัติ จะปฏิบัติอย่างไร ก็ต้องยึดเอาประกาศคณะกรรมการกลาง ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น ก็ต้องดูหมวด 8 แล้วก็โฟกัสไปที่ข้อ 30 อำนาจในการที่จะเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้ง ต้องเป็นของ ก.กลาง เท่านั้น ไม่ใช่ กสถ.
ทำไม "ปลัดมหาดไทย" ให้สัมภาษณ์ 2 วัน ไม่เหมือนกัน เกิดอะไรขึ้น?
นายพิพัฒน์ ตอบว่า ไม่แน่ใจ แต่ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจว่า ครั้งแรกท่านให้สัมภาษณ์ว่าเป็นอำนาจของ ก.กลาง ซึ่งเข้าใจว่า ฝ่ายเลขาเป็นคนเป็นคนเสนอท่าน แต่พออีกครั้งหนึ่ง คือเมื่อวันวาน เข้าใจว่าจะเป็นอาจจะมีฝ่ายกฎหมายอีกฝ่ายหนึ่ง คือต้องรอดูวันนี้ว่าท่านจะใช้ฐานอำนาจใดในการถอน ถ้าใช้อำนาจตามมาตรฐานไม่น่าจะได้ แต่ถ้าไปใช้อำนาจตามมาตรา 49 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มันก็จะต้องดูว่าสถานะของ กสถ.ปัจจุบัน ยังมีอยู่หรือไม่ เพราะว่า ภารกิจของ กสถ.เสร็จสิ้นลง ตั้งแต่วันขึ้นบัญชีประกาศขึ้นบัญชีเรียบร้อยแล้ว ตามมาตรฐานตัวนี้
จะฝ่ายเลขาให้ข้อมูล จะฝ่ายกฎหมายให้ข้อมูล จะฝ่ายไหนก็แล้วแต่ มันก็ต้องตัวบทกฎหมายฉบับเดียวกัน บรรทัดฐานเดียวกัน?
พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกต ว่าอย่างกรณีที่มีการที่ให้ หรือให้มีการชะลอ หรือไม่ชะลอการบรรจุแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ก็เรื่องนี้ก็ กสถ. ก็ไม่ได้ตัดสินใจเอง ก็นำเสนอเข้าที่ประชุม ก.กลาง ก็มีมติเสียงข้างมากไม่ให้ชะลอ ก็คือให้บรรจุวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นี่ก็เป็นลักษณะเดียวกันว่า กสถ. เค้าก็รู้สึกว่าอำนาจเค้าน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันขึ้นบัญชีสอบแข่งขันอำนาจตรงนั้นก็จะกลับมาที่คนที่แต่งตั้ง ก็คือคณะกรรมการกลางข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ถ้าเอากรณีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เป็นบรรทัดฐาน ครั้งนี้มันก็ควรให้ ก.กลาง เป็นคนชี้ขาด ก็ควรจะให้ ก.กลาง ชี้ขาดใช่ไหม ถ้ายึดบรรทัดฐานเดียวกัน?
นายพิพัฒน์ ตอบว่า ใช่ครับ
แปลกจริงๆ มันจะมีปัญหาอะไรตามมามั้ยกรณี?
นายพิพัฒน์ ระบุต่อ เท่าที่พูดคุยกับนักกฎหมายปกครอง เค้าก็กังวลในเรื่องของการ กสถ. ไม่มีอำนาจในการเพิกถอนเนี่ย แล้วก็ไปเพิกถอนเนี่ย เกรงว่ามันจะมีปัญหาในทาง ปฏิบัติ หรือว่าในทางชอบธรรมภายหลังมีการฟ้องร้องการขึ้นสู่ศาลปกครอง ถ้าหากศาลปกครองพิพากษาว่ามติของ กสถ. นั้นไม่ชอบเนี่ย มันก็จะมีปัญหาในทางปฏิบัติได้
เมื่อวันที่ 15 ที่ "ปลัดมหาดไทย" แถลงว่าคะแนนมีปัญหา 5,814 คน ในจำนวนนี้แบ่งได้ 3 กลุ่ม กลุ่ม 1 กลุ่ม 2 ต้องโดนด้วยมั้ย ?
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ความเห็นผม มองว่าเมื่อ มาตรฐานในเรื่องของการ เกี่ยวกับ การแก้ไขคะแนนเป็นตัวเกณฑ์ เรายังไม่ได้พูดถึงการทุจริตหรือไม่ทุจริต เราพูดถึงความบกพร่องในการตรวจ หรือว่าในการขึ้นบัญชีของคะแนนที่มันผิดพลาดนี่แหละ มันก็ควรจะต้องมีมติให้ทั้ง 3 กลุ่มออกก่อน ออกไปก่อนแล้ว ทั้งหมดเลย ทั้งล็อตเลย 5,000 กว่าคน มีปัญหาทั้งล็อตเลย
รายงานข่าวแจ้งว่า คะแนนสอบที่มีปัญหา 5,814 ราย แบ่งเป็น
กลุ่มแรก 3,621 ราย สอบไม่ผ่าน แต่ถูกแก้คะแนนให้สอบผ่าน
ขณะที่ กลุ่มที่สอง 1,713 ราย สอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกเพิ่มคะแนนเพื่อขยับลำดับบัญชี โดยหลายรายถูกดันขึ้นเป็นอันดับต้นของบัญชีผู้สอบได้
และกลุ่มที่สาม 480 ราย มีคะแนนคลาดเคลื่อนจากผลสแกน 1-2 คะแนน
ซึ่งถูกจัดเป็นความผิดปกติที่ต้องตรวจสอบเช่นกัน