เนชั่นทีวี

ข่าว

ทูตพิศาล ซัดแรงรัฐบาลอนุทิน นโยบายเมียนมาแค่รำวงตามเกมผู้นำทหาร

15 ก.ค. 2569 | titayu_pur

ทูตพิศาล ซัดแรงรัฐบาลอนุทิน นโยบายเมียนมาแค่รำวงตามเกมผู้นำทหาร

ทูตพิศาล รมว.กต.เงา พรรคประชาชน อัดแรงนโยบายเมียนมารัฐบาลอนุทิน ชี้เป็นการทูตเกรงใจ รำวงตามจังหวะทหาร เอื้อประโยชน์มินอ่องลาย ทำลายอำนาจต่อรองอาเซียน

ทูตพิศาล รมว.กต.เงา พรรคประชาชน อัดแรงนโยบายเมียนมารัฐบาลอนุทิน ชี้เป็นการทูตเกรงใจ รำวงตามจังหวะทหาร เอื้อประโยชน์มินอ่องลาย ทำลายอำนาจต่อรองอาเซียน

KEY

POINTS

  • สืบทอดการทูตเกรงใจ: พิศาล มาณวพัฒน์ ชี้รัฐบาลอนุทินเน้นผลระยะสั้น (Quick Win) เดินเกมรำวงตามจังหวะทหารเมียนมา เอื้อแผนบันได 3 ขั้นสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการ
     
  • ทำลายอำนาจต่อรอง: การทูตลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดการเซาะกร่อนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และเป็นการทำลาย "ไพ่ใบสำคัญ" ในการต่อรองของไทยและภูมิภาคโดยสิ้นเชิง
     
  • แนะปรับแผนมองยาว: เสนอไทยเร่งปรับยุทธศาสตร์แบบ "มองยาว" ผสมผสานผลประโยชน์ชาติคู่คุณค่าสากล เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตข้ามพรมแดนและดึงต่างประเทศกลับสู่สปอตไลต์โลกอย่างสง่างาม

15 กรกฎาคม 2569 อดีตเอกอัครทูต พิศาล มาณวพัฒน์ รัฐมนตรีเงาต่างประเทศจาก พรรคประชาชน เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายเมียนมา ของ รัฐบาลอนุทิน โดยมองว่า เป็นการสืบทอดการทูตแบบเกรงใจยุค คสช. ที่ทำลายอำนาจต่อรองของไทย การเดินหมากของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นการเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น (Quick Win) ที่เดินตามเกมและเอื้อแผนบันได 3 ขั้นของผู้นำทหารเมียนมา ในการสร้างความชอบธรรมให้ระบบเผด็จการ แทนที่จะใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ส่งผลให้เกิดการเซาะกร่อนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และทำลายไพ่ใบสำคัญในการเจรจาเพื่อยุติปัญหาวิกฤตข้ามพรมแดน ทั้งคดีไซเบอร์ ยาเสพติด และสิทธิมนุษยชนที่ริบหรี่ลงทุกขณะ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์แบบมองยาวควบคู่คุณค่าสากล


ถืออีกคนหนึ่งที่ออกมาวิพากษ์นโยบายรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ต่อเมียนมาอย่างตรงไปตรงมา สำหรับ อดีตทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และรัฐมนตรีเงาด้านต่างประเทศของพรรคประชาชน โดยอดีตทูตพิศาล นิยามนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทินว่า “เป็นการสานต่อการทูตแบบเกรงใจของรัฐบาล คสช.” เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ไม่ได้เดินเกมการทูตเชิงรุก แต่เป็นการสืบทอดการทูตแบบเกรงใจต่อผู้นำทหารเมียนมา ตามที่ พลเอกประยุทธ์ และอดีตรัฐมนตรี ดอน ปรมัตถ์วินัย วางแนวเอาไว้เท่านั้น

 อดีตทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และรัฐมนตรีเงาด้านต่างประเทศของพรรคประชาชน


 

ทูตพิศาล ระบุว่า การเดินหมากของไทยแบบนี้ เป็นไปตามที่ผู้นำเมียนมาต้องการ คือ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และนโยบายเผด็จการทางทหารที่ไม่เคยเปลี่ยน  


เพราะขั้นแรกของแผนบันได 3 ขั้นสำเร็จด้วยดีไปแล้ว คือ


ขั้นแรก การจัดประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ได้พบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน 

 

ขั้นที่สอง ประกาศว่ารัฐบาลไทยจะเชิญ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย เยือนไทยในเดือนหน้า 

 

ขั้นที่สาม ที่คาดเดาต่อได้ คือ ผลักดันให้ผู้นำเมียนมาได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์

 

อดีตทูตพิศาล กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่มีใครค้านหรือต่อต้านการรักษาช่องทางการพูดคุยกับผู้นำทหารเมียนมา เพราะไทยมีพรมแดนติดต่อกับเมียนมาถึง 2,401 กิโลเมตร ย่อมได้รับผลกระทบจากปัญหาภายในเมียนมาหนักกว่าประเทศใดในโลก

 

ที่สำคัญ เมียนมามีสถานการณ์สู้รบมาอย่างยาวนาน ประเทศขาดเสถียรภาพ จึงเป็นช่องทางให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงหาผลประโยชน์ ฉะนั้นไทยจึงต้องมียุทธศาสตร์แก้ปัญหาแบบ “มองยาว” โดยอาศัยอาเซียนและความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกอำนาจนอกภูมิภาค

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผลประโยชน์ในเมียนมา ก็สร้างปัญหาข้ามพรมแดนให้กับไทยมากมาย ซึ่งต้องการความร่วมมือในการจัดการปัญหา โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ ไซเบอร์ ยาเสพติด และน้ำปนเปื้อนสารพิษ

 

ฉะนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องใช้ฝีมือและความสามารถทางการทูต ในการผสมผสานผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่กับหลักการและคุณค่าสากล โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน ถ้าทำได้ งานด้านการต่างประเทศของไทยจึงจะกลับมาอยู่ในจอเรดาร์โลกอย่างสง่างาม

 

แต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ทำงานแบบมองผลสั้นๆ หรือ Quick Win ส่งผลให้เกิดการเซาะกร่อนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน อันเป็นพื้นฐานการแก้ปัญหาเมียนมาในระยะยาว เพราะผู้นำทหารเมียนมาได้ปฏิเสธการคงอยู่ของฉันทามตินี้ผ่านข้อมติคัดค้านจากรัฐสภา อ้างว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในเมียนมา

 

สุดท้ายการเดินหมากการทูตของไทย เท่ากับเป็นการทำลาย “ไพ่” พลังต่อรองสำคัญของไทยและอาเซียนที่มีต่อผู้นำเมียนมาเสียเอง

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี




ทูตพิศาล ระบุว่า สถานการณ์ ณ เวลานี้ อย่าว่าแต่การขอให้ปล่อยนักโทษการเมืองที่เห็นต่าง หรือการขอพบ ออง ซาน ซูจี ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ความหวังระยะยาวที่จะให้ทหารเมียนมาปรับเปลี่ยนนโยบาย ใช้กำลังเป็นการสร้างสันติภาพ และสร้างความปรองดองในชาติ ย่อมริบหรี่และมอดดับตามไปด้วย    

 

กลายเป็นว่า รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน เลือกที่จะ “รำวง” ตามจังหวะที่ผู้นำทหารเมียนมาต้องการต่อไปนั่นเอง

ข่าวล่าสุด