นายวสวรรธน์ กล่าวว่า ข้อมูลที่น่ากังวลใจจากแนวชายแดน มีรายงานว่า ฝั่งกัมพูชาได้มีการส่งรถถังและยุทโธปกรณ์ มาเพิ่มตามแนวชายแดน จึงอยากถามปลัดกระทรวงการต่างประเทศว่า ไทยจะมีมาตรการเชิงรุกอย่างไร จะใช้วิธีทางการทูตเข้าไปเจรจากับประเทศมหาอำนาจ ที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชา เช่น จีน เพื่อให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และรักษาผลประโยชน์ของไทยได้หรือไม่
นายวสวรรธน์ ได้ตั้งคำถามถึงงบประมาณปี 70 ใน หน้า 180 รายการ G.9.2 ที่ระบุถึง “โครงการมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคีที่มีอยู่” จำนวน 56,563,800 บาท โดยได้เรียกร้องให้ กต. ส่งเอกสารชี้แจงว่า งบก้อนนี้ถูกนำไปใช้ในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) หรือคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) อย่างไร และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งต้องทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม มีแผนงานอย่างไร เพราะที่ผ่านมาประชาชนชายแดนแทบมองไม่เห็นความคืบหน้า จนอยากได้ “รั้วหรือกำแพงกั้น” มากกว่ารอการปักปัน
"การปักปันเขตแดนนี้จะเสร็จภายในกี่ปี หรือต้องรอกันชั่วลูกชั่วหลาน" รวมถึงขอให้แจงงบสัมพันธ์เพื่อนบ้านอีก 30 ล้านบาทด้วยว่าแบ่งไปใช้กับกัมพูชาเท่าใด
นายวสวรรธน์ ยังยังทวงถามความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทย ที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซนเตอร์ในกัมพูชา ซึ่งมีผู้เสียหายกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยยกกรณีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีการประสานนำคนไทยกลับมาเกือบ 70 คน แต่พบว่า มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่มีเอกสารประทับตราเข้าเมืองถูกต้อง จึงฝากไปยังกรมการกงสุลให้เร่งจำแนกเหยื่อ และดำเนินคดีกับกลุ่มที่เป็นใจ พร้อมช่วยเหลือคนไทยกลับมาให้ปลอดภัยก่อน
และยังได้ทวงถามกรณี “เรือมยุรี” ซึ่งแม้จะได้รับคำชมในการช่วยเหลือ แต่ยังมีปัญหาใหญ่คือ ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ยังไม่สามารถนำอัฐิกลับสู่ประเทศไทยได้ เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายและระบบประกันภัยของกระทรวงแรงงาน จึงขอให้ กต. ใช้ช่องทางทางการทูตเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาโดยด่วน
หัวหน้าพรรคไทรวมพลังระบุว่า ตนไม่ได้เสนอให้ปรับลดงบประมาณในชั้นอนุกรรมการฯ เนื่องจากเข้าใจในความจำกัด แต่ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ส่งเอกสารชี้แจงงบประมาณและกรอบความร่วมมือ ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงผลการดำเนินงานในกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง
พร้อมทั้งฝากข้อสังเกตให้ กต. นำกลับไปทำการบ้าน เพื่อจัดสรรงบประมาณใหม่ในปี 2571 โดยตัดงบประมาณประเภท "แจกของ" หรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วหันมาเทน้ำหนักให้กับวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา และความปลอดภัยของประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่แท้จริง