นักวิชาการ มธ.สับงบปี 70 จี้รัฐปฏิรูปภาษีรื้อระบบราชการ
14 ก.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย จี้รัฐบาลปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ และรื้อระบบราชการ ชี้ข้อจำกัดงบปี 70 ทำ ศก.โตยาก หากไม่แก้เสี่ยงวิกฤตระยะยาว
ข่าว
14 ก.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย จี้รัฐบาลปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ และรื้อระบบราชการ ชี้ข้อจำกัดงบปี 70 ทำ ศก.โตยาก หากไม่แก้เสี่ยงวิกฤตระยะยาว
KEY
POINTS
14 กรกฎาคม 2569 นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มธ. สะท้อนข้อจำกัด งบประมาณปี 2570 ที่ทำเศรษฐกิจไทยโตยาก โดยเสนอแนะทางรอด 5 ข้อจำกัดทางการคลัง โดยจี้ให้รัฐบาลเร่ง ปฏิรูปภาษี ขยายฐานจัดเก็บ ควบคู่กับการรื้อระบบราชการครั้งใหญ่ด้วยการทำ งบประมาณฐานศูนย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเงินแผ่นดิน
ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรกไปนั้น สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลในหลายด้าน ได้แก่
1. งบประมาณในภาพรวมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 ซึ่งน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ร้อยละ 1
2. รายจ่ายประจำขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกินพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ไปถึงร้อยละ 73.6 ของวงเงินงบประมาณ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2569 ถึงร้อยละ 5 อีกทั้งรายจ่ายประจำหลายส่วนยังตัดทอนได้ยาก เช่น เงินเดือนและค่าจ้างบุคลากร เป็นต้น
3. งบลงทุน คิดเป็นร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณ ลดลงกว่า 7 หมื่นล้านบาทจากปี 2569 หรือลดลงร้อยละ 8.4 ซึ่งส่งผลให้งบประมาณที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับการขับเคลื่อนประเทศมีน้อยลงไปด้วย
4. ขณะที่รายได้ของประเทศกลับเติบโตช้า จึงต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีขนาดที่ลดลงจากปี 2569 ก็ตาม โดยมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 7.88 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะระดับสูงสุดที่ 151,200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ทำให้พื้นที่ทางการคลังที่จะนำงบประมาณไปใช้พัฒนายิ่งหดตัวลง
5. ด้านงบประมาณพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ยังเน้นไปที่การจัดซื้อ ส่งผลให้สัดส่วนงบประมาณที่จะนำไปใช้ในการอุดหนุนการวิจัย หรือสร้างนวัตกรรมขั้นสูงมีจำกัด
“หากประเทศไทยยังมีโครงสร้างงบประมาณในลักษณะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้ และจะต้องติดกับดักรายได้ปานกลางระดับสูงต่อไปเรื่อย ๆ แม้รัฐบาลจะระบุว่าจะใช้การร่วมลงทุนจากภาคเอกชนมาทดแทนเม็ดเงินของภาครัฐ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าภาคเอกชนจะเห็นความคุ้มค่าและเข้ามาลงทุนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะสามารถสร้างแรงจูงใจได้เพียงใด และต้องมีการพัฒนาปรับปรุงในอีกหลายด้าน เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาลงทุน” ผศ.ดร.ดวงมณี กล่าว
ผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวต่อไปว่า จากข้อจำกัดเหล่านี้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องปฏิรูปทั้งในเรื่องการจัดเก็บรายได้เพิ่ม และรื้อโครงสร้างรายจ่ายของรัฐครั้งใหญ่ เพื่อนำพาประเทศออกจากกับดักนี้ และเพิ่มโอกาสในการเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ โดยสำหรับการจัดเก็บรายได้เพิ่ม ควรดำเนินการใน 5 ด้าน ประกอบด้วย
1. การขยายฐานภาษีประเภทต่าง ๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี แต่อยู่นอกระบบภาษีให้มากขึ้น
“การมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กว้างขึ้น ในอนาคตยังช่วยให้รัฐสามารถปรับลดอัตราภาษีเงินได้ลงมาได้อีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้เสียภาษีประเภทนี้ในสัดส่วนที่น้อย ทำให้อัตราภาษียังอยู่ในระดับที่สูงสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ประจำ ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาเครื่องมือเพื่อดึงดูดกลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามาในระบบภาษีให้ได้ และในขณะเดียวกัน ควรมีการจัดทำฐานข้อมูลรายได้ของประชาชนทุกคนในประเทศ เพราะจะช่วยในการขยายฐานภาษี และเป็นประโยชน์ในการจัดสวัสดิการในรูปแบบของภาษีเงินได้แบบติดลบ (Negative Income Tax)” ผศ.ดร.ดวงมณี ระบุ
2. การจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน ภาษีดิจิทัล ภาษีที่ดินแปลงรวมในอัตราก้าวหน้า ภาษีส่วนเพิ่มของทุน เป็นต้น
3. การพิจารณายกเลิกหรือปรับลดสิทธิพิเศษทางภาษีต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี
4. ด้วยข้อจำกัดการขยายตัวของรายได้ที่เติบโตช้า ในอนาคตจึงมีแนวโน้มที่จะต้องมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบขั้นบันได ซึ่งการปรับขึ้นอัตราภาษีเพียงร้อยละ 1 จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงหลักแสนล้านบาท
5. การเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรจะต้องมีการจัดเก็บให้มีความครอบคลุมมากขึ้น
“หากรัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรจะต้องยกเลิกสิทธิพิเศษในการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับผู้ที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษีไปพร้อม ๆ กันด้วย มิฉะนั้นประชาชนที่มีรายได้น้อยจะรู้สึกว่าต้องแบกรับภาระภาษีสูงอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่ควรเน้นเพียงการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องนำไปบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มิฉะนั้นประชาชนก็จะไม่เต็มใจที่จะเสียภาษี” ผศ.ดร.ดวงมณี ระบุ
นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การควบคุมรายจ่ายรัฐบาลจำเป็นจะต้องดำเนินการใน 7 ด้าน คือ
1. การทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) เพื่อตัดลดโครงการต่าง ๆ ที่หมดความจำเป็น และตัดงบประมาณผูกพันที่ไม่จำเป็นออกไป โดยทุกหน่วยงานต้องพิสูจน์ความจำเป็นของโครงการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น หากโครงการใดไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะต้องถูกตัดออก เพื่อดึงงบประมาณในส่วนนั้นกลับมาเป็นพื้นที่ทางการคลัง
2. การจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย โดยรื้องบประมาณในหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกัน และหันไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการศึกษา ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งหากดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องเน้นการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากนัก
3. ปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานรัฐ โดยใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดโครงการต่าง ๆ
4. การปฏิรูประบบการทำงาน และระบบบริการสาธารณะภาครัฐ เช่น การบริการสาธารณะควรพิจารณานำเครื่องมือดิจิทัลหรือระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น
5. การปฏิรูปอัตรากำลังคนภาครัฐ โดยหากพบว่ามีตำแหน่งใดไม่มีความจำเป็นหรือมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน ก็ควรยุบเลิกตำแหน่งเหล่านั้น และอาจไปเพิ่มในส่วนอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนของภาครัฐ
6. ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาล บำนาญ และสวัสดิการต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น จึงต้องพิจารณาว่าจะมีการปรับปรุงรายจ่ายเหล่านี้อย่างไรให้มีความสอดคล้องกับฐานะทางการคลังของประเทศ ทว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบให้คุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลง
และ 7. การกระจายอำนาจทางการคลัง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ