เนชั่นทีวี

ข่าว

วัดร่มโพธิธรรม ร้องสภาทนายความ ปมรุกป่าถูกบังคับคดีรื้อถอน?

09 ก.ค. 2569 | titayu_pur

วัดร่มโพธิธรรม ร้องสภาทนายความ ปมรุกป่าถูกบังคับคดีรื้อถอน?

วัดร่มโพธิธรรม ร้องสภาทนายความ ช่วยปมบังคับคดีรื้อถอนรุกป่าสงวนฯ จังหวัดเลย ทำพระ-แม่ชีเดือดร้อนกว่า 300 รูป หวั่นแนวเขตแผนที่ราชการคลาดเคลื่อน?

วัดร่มโพธิธรรม ร้องสภาทนายความ ช่วยปมบังคับคดีรื้อถอนรุกป่าสงวนฯ จังหวัดเลย ทำพระ-แม่ชีเดือดร้อนกว่า 300 รูป หวั่นแนวเขตแผนที่ราชการคลาดเคลื่อน?

KEY

POINTS

  • ร้องขอความเป็นธรรม: ตัวแทนวัดร่มโพธิธรรม จ.เลย ยื่นหนังสือต่อนายกสภาทนายความ ขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย หลังเผชิญขั้นตอนบังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ในที่ดินพิพาทรุกป่าสงวนแห่งชาติ
     
  • กระทบพระ-แม่ชี 300 รูป: มาตรการเตรียมรื้อถอนส่งผลกระทบโดยตรงต่อพระภิกษุและแม่ชี ทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 300 รูป ที่กำลังประสบความยากลำบาก เกี่ยวกับสถานที่พำนักและปฏิบัติธรรม
     
  • หวั่นแผนที่คลาดเคลื่อน: ไวยาวัจกรวัดย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐ หรือคัดค้านคำพิพากษาศาล แต่ต้องการให้ตรวจสอบความถูกต้อง เพราะเกรงว่าแนวเขตแผนที่ราชการจะมีความคลาดเคลื่อน

9 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนวัดร่มโพธิธรรม จังหวัดเลย ยื่นหนังสือถึง ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน หลังหน่วยงานรัฐเข้าติดประกาศบังคับคดี เตรียมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินพิพาทป่าสงวนแห่งชาติ ส่งผลให้พระภิกษุสงฆ์และแม่ชี ทั้งชาวไทยและต่างชาติตกค้างกว่า 300 รูป ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากแนวเขตแผนที่ราชการคลาดเคลื่อน โดยทางวัดยืนยันไม่ได้มีเจตนาขัดขวางเจ้าหน้าที่ หรือคัดค้านคำพิพากษาศาลแต่อย่างใด


ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน นายพีระพงศ์ ทิพโกมุท ผู้แทนจากวัดร่มโพธิธรรม จังหวัดเลย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และขอความอนุเคราะห์แนวทางคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน หลังได้รับความเดือดร้อนจากขั้นตอนบังคับคดี รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินพิพาท

 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากปัญหาแนวเขตที่ดินพิพาท รุกล้ำเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคดีความเสร็จสิ้นในกระบวนการศาลแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการบังคับคดี

โดยล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าติดประกาศคำสั่งศาล และเตรียมขั้นตอนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ปฏิบัติธรรมที่พำนักศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ภายในวัดรวมกว่า 300 รูป ซึ่งกำลังประสบความยากลำบากเกี่ยวกับสถานที่พำนัก และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากความคลาดเคลื่อนของแนวเขตแผนที่ราชการ 

 

 

วัดร่มโพธิธรรมร้องสภาทนายความช่วยปมถูกบังคับคดีรุกป่า

นายพีระพงศ์ ทิพโกมุท ไวยาวัจกรวัดร่มโพธิธรรม เปิดเผยว่า การเดินทางมายื่นหนังสือต่อสภาทนายความในครั้งนี้ ทางวัดขอยืนยันว่า มิได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลแต่ประการใด  หากแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรวิชาชีพด้านกฎหมาย

 

ให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้คำปรึกษาตามกระบวนการของกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการของทุกฝ่ายเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม เนื่องจากพบว่าสภาพพื้นที่จริงของวัดตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน รายล้อมด้วยหมู่บ้าน โรงเรียน และพื้นที่เอกสารสิทธิ์ เช่น น.ส.3 รวมถึง ส.ป.ก.

 

แต่อยู่บนข้อมูลแผนที่แนวเขตระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ยังมีความแตกต่างกัน เช่น กรมป่าไม้ กรมที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยประเด็นสำคัญที่ทางวัดร้องขอให้สภาทนายความตรวจสอบ มีดังนี้

 

1. ตรวจสอบข้อกฎหมายเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก. เมื่อปี พ.ศ. 2546 ว่ามีผลทางกฎหมายอย่างไรในปัจจุบัน


2. ตรวจสอบเอกสารการกันพื้นที่ป่าไม้และเอกสารสิทธิ์ เกี่ยวกับการกันพื้นที่จำนวนประมาณ 600 ไร่ เพื่อเป็นที่พักสงฆ์ ตามเอกสารของกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


3. ตรวจสอบความสอดคล้องของแผนที่ราชการ: ตรวจสอบความถูกต้องตรงกันของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน แผนที่ราชการ และเอกสารที่ใช้ประกอบการดำเนินคดีทั้งหมด


4. พิจารณาช่องทางคุ้มครองสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ: หาช่องทางตามกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของวัด พระสงฆ์ แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรม และประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 300 ชีวิต


5. ให้คำปรึกษาและประสานรังวัดแนวเขตสากล: ขอความอนุเคราะห์ช่วยประสานงานไปยังกรมป่าไม้ กรมที่ดิน และ ส.ป.ก. ร่วมกันลงพื้นที่รังวัดพิสูจน์แนวเขตด้วยระบบหมุดฐานพิกัดมาตรฐานสากล (GNSS/UTM) เพื่อให้ได้ผลการรังวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

 

ด้าน ดร.ธนพล กล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์มีภารกิจหลักในการผดุงความยุติธรรมและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับกรณีของวัดร่มโพธิธรรม ที่มีพระสงฆ์และประชาชนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ และตรวจสอบอย่างรอบคอบตามหลักนิติธรรม

 

หลังจากนี้ สภาทนายความจะมอบหมายให้คณะทำงาน และทนายความผู้เชี่ยวชาญ เร่งนำเอกสารหลักฐานทั้งหมด อาทิ เอกสารการสร้างวัด มติ ครม. ปี 2538 และ 2552 คำพิพากษาทั้ง 3 ศาล เอกสารสิทธิ์ น.ส.3 และแผนที่รังวัดต่าง ๆ ไปศึกษาอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความถูกต้อง โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ข่าวล่าสุด