ด้าน คุณยุ้ย (นามสมมติ) สมาชิกเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ซึ่งมีประสบการณ์การใช้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัวโดยตรง กล่าวว่า ในอดีตตนเป็นผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เคยพยายามขอความช่วยเหลือจากกลไกของรัฐ แต่ก็พบปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง ทำให้เข้าไม่ถึงความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยช่วงเกิดความรุนแรงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจถึง 6 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับแค่ตักเตือนสามี ไกล่เกลี่ย และให้ทำข้อตกลงว่าจะไม่ทำร้ายตนอีก แต่พอสามีเมากลับมาก็ทำร้ายตนเหมือนเดิม ขนาดพาลูกออกมาเช่าบ้านอยู่ที่อื่นยังตามมาทำร้าย ข่มขู่คุกคาม พอแจ้งตำรวจกลับบอกยังไม่เกิดความเสียหาย จึงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ
นอกจากนี้ ตนยังเคยยื่นคำร้องขอคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพกรณีฉุกเฉินต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 แต่เจ้าหน้าที่ศาลระบุว่า เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้และไม่มีนิติกรดำเนินการให้ เหมือนพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ช่วยเหลือ ซ้ำยังทำบันทึกคำร้องโดยเขียนให้เหตุการณ์ดูเบาลง ทั้งที่ตนแจ้งเรื่องถูกทำร้ายบาดเจ็บและมีการขู่ฆ่า ทำให้เมื่อเรื่องไปถึงชั้นพิจารณาคำร้อง ผู้พิพากษาจึงพยายามไกล่เกลี่ยอีก โดยมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว และสามียอมรับผิดแล้ว น่าจะจบได้ โดยไม่ได้นึกถึงความต้องการและความปลอดภัยของตนซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำเป็นหลัก ทำให้สุดท้ายแล้วแนวทางของศาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ ตนยังถูกกระทำซ้ำอีก จึงหวังว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะปิดจุดอ่อนช่องว่างเหล่านี้ด้วย
ด้าน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวหลังจากรับฟังข้อเสนอของเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การที่รัฐบาลและภาคประชาชนต่างก็มีการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ขึ้นมา ถือเป็นโอกาสที่ดีในการหารือแลกเปลี่ยนกัน ตนหวังว่าทุกฝ่ายที่เสนอกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวจะได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในชั้นกรรมาธิการ เพื่อช่วยกันผลักดันให้กฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีมีสุขกว่าเดิม