เนชั่นทีวี

ข่าว

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "กมธ.สีน้ำเงิน"

21 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "กมธ.สีน้ำเงิน"

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "ประธาน กมธ.สีน้ำเงิน" ให้เร่งทำผลงาน

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "ประธาน กมธ.สีน้ำเงิน" ให้เร่งทำผลงาน

KEY

POINTS

  • ภูมิใจไทยส่ออาการชัด! สั่งเร่งขันน็อตรัฐมนตรีและประธาน กมธ. เค้นผลงานด่วนสู้ค่ายส้ม-ฟ้า
  • นักวิชาการสหรัฐฯ สับยับ! ตั้งฉายา "รัฐบาลมะพร้าว" เปลือกนอกแข็งแกร่งแต่เนื้อในนิ่มไร้ศรัทธา
  • เทียบชั้น อนุทิน - ทรัมป์! ถอดรหัสจิตวิทยาผู้นำตระกูลรวย แปรรูปทุนครอบครัวเป็นทุนการเมือง

21 มิถุนายน 2569 สถานการณ์ของ "รัฐบาลภูมิใจไทย" ต้องบอกว่า “มีปัญหาแน่นอน” เพราะ “อาการออกชัด” นั่นก็คือ ข่าวการ ขันน็อต "รัฐมนตรี" และ "ประธาน กมธ.สีน้ำเงิน" ให้เร่งทำผลงาน 

 

 

 

สาเหตุที่ฟันธงว่า รัฐบาลมีปัญหาแน่นอน มองได้ 2 มุม คือ 

 

 

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "กมธ.สีน้ำเงิน"

 

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "กมธ.สีน้ำเงิน" นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย 

 

หนึ่ง มีปัญหาจริงๆ จากตัวรัฐบาลเอง ที่ไม่มีผลงาน หรือผลงานยังไม่เข้าตา จนโดนกระหน่ำจากรอบทิศ โดยเฉพาะฝ่ายค้าน และฝ่ายแค้น ทั้งในและนอกสภา 

สอง อาจจะมีปัญหาไม่เยอะ แต่โดนการเมืองเล่นงานเยอะ เนื่องจากกลไกของรัฐบาลเองอ่อนประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการเมืองสีน้ำเงินอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน อาณาจักรใครอาณาจักรมัน ไม่ออกมาช่วยกันรวมพลังสู้พรรคส้ม พรรคฟ้า ที่เริ่มทำงานเข้าขา และชิงพื้นที่สื่อได้ท่วมท้น

 

 

 

ฉะนั้นไม่ว่าจะมีมูลเหตุจากเรื่องใด แต่ก็สะท้อนว่ารัฐบาลมีปัญหา จนต้องขู่ปรับ ครม. เปลี่ยนตำแหน่งประธาน กมธ.กันเลยทีเดียว 

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องถือว่าเป็น “ความไวต่อสถานการณ์” ของรัฐบาลภูมิใจไทย และรีบปรับตัว ปรับกระบวนทัพทันที ส่วนจะมองว่าตัวเองมีปัญหาจริง คือ “มือไม่ถึง” ทำให้เกิดปัญหา หรือจะมองว่า “ถูกการเมืองเล่นงาน แล้วตอบโต้ได้ไม่ดี” อันนี้ก็แล้วแต่ประชาชนจะตัดสิน

 

 

 


ฉายา “รัฐบาลมะพร้าว.. เปลือกแข็ง แต่เนื้อในนิ่ม” 

แต่เรามีมุมมองจากนอกประเทศ อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์อิสระ พำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และมีเครือข่ายนักวิชาการ กับชุมชนคนไทย พูดคุยเสวนากันเป็นประจำ

 

ภูมิใจไทย 2 มิติ - ข้างในปริ หรือข้างนอกทุบ!อาการออกชัด ขันน็อต "รมต." และ "กมธ.สีน้ำเงิน" อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์อิสระ พำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์รัฐบาลอนุทิน 

 

 

อาจารย์กฤษฎา ตกผลึกมุมมองที่คนไทยในต่างแดน และนักวิชาการต่างประเทศที่สนใจประเทศไทย มองเข้ามายัง “การเมืองไทยแลนด์” เอาไว้น่าสนใจมาก 

 

อาจารย์กฤษฎา ตั้งฉายารัฐบาลชุดนี้ว่า “รัฐบาลมะพร้าว - แข็งแต่เปลือก ข้างในนุ่มนิ่ม"

อาจารย์อธิบายว่า "ลูกมะพร้าว" เป็นตัวแทนทำให้เห็นโครงสร้างและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ กล่าวคือ 

 

แข็งแต่เปลือก ความหมาย หมายถึงภายนอกดูทรงพลัง รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะมีความมั่นคงสูงมาก มีการจับมือกันของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงในสภาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุมได้ทั้งสภาบน สภาล่าง ไม่มีใครมาสั่นคลอนได้

แต่ข้างในนุ่มนิ่ม ความหมาย คือ เนื้อในเปราะบาง เพราะเมื่อเจาะลึกเข้าไปข้างใน รัฐบาลกลับ "ไม่ได้ใจประชาชน" การบริหารประเทศยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานหรือแก้ปัญหาปากท้องได้อย่างแท้จริง เม็ดเงินหรือนโยบายที่ส่งลงไปไม่ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่กลับเต็มไปด้วยโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกะโปรเจค หรือนโยบายบางอย่างที่นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่า "แปลกๆ" และแก้ปัญหาไม่ตรงจุด 

ความนุ่มนิ่มนี้หมายถึงความเปราะบางด้านศรัทธาจากประชาชน ซึ่งหากเปลือกนอกกะเทาะออกเมื่อไหร่ ข้างในก็พร้อมจะสลายได้ง่าย

 

 

 

เจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ศึกในพ่นพิษ ซ้ำเติม "ศึกนอก"

อาจารย์กฤษฎา และชุมชนคนไทยในสหรัฐฯ วิเคราะห์อนาคตของรัฐบาลชุดนี้ว่า มีความเสี่ยงจากวิกฤตซ้อนวิกฤต กล่าวคือ 

 

ตัวรัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤต “ภายใน” อยู่แล้ว จากสถานการณ์ “แข็งแต่เปลือก ข้างในนุ่มนิ่ม” เพราะยังไม่ได้ศรัทธาจากประชาชน 

ขณะเดียวกันตัวรัฐบาล ก็เผชิญกับวิกฤตภายนอก ทั้งวิกฤตพลังงานโลก ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ไม่ใช่การกู้เพื่อรองรับวิกฤตเร่งด่วนจากภายนอก แต่กู้มาแก้ปัญหาภายในเอง เอามาอุดงบประจำ เช่น เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

 


ฉากทัศน์เดิมพันศรัทธา “ล้มหรือสถาปนา” อนุรักษ์นิยม

สำหรับฉากทัศน์ของรัฐบาลภูมิใจไทย ยังประเมินได้ 2 ฉากทัศน์ เพราะท่ามกลางวิกฤต และ “เปลือกของรัฐบาลที่แข็งแกร่ง” หากใช้จุดแข็งมาให้เป็นประโยชน์ ก็อาจจะฝ่าวิกฤตได้ จึงยังคงมี 2 ฉากทัศน์ คือ 

ฉากทัศน์ที่ 1 - สถาปนา "อนุรักษ์นิยมใหม่" สำเร็จ โดยมีเงื่อนไขคือ 

ผลักดันเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค และรักษาเสถียรภาพไว้ได้ 

ซึ่งพรรคจะกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจฝั่งขวา และอนุรักษนิยมรูปแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์และการบริหารจัดการ 

และแม้ผลงานอาจไม่ดีมาก แต่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมจากความขัดแย้งชายแดน หรือการได้รับแรงสนับสนุนเชิงลึกจากจีน ผ่านความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้นำระดับสูงของระบอบสีน้ำเงิน ย่อมทำให้รัฐบาลสีน้ำเงินยังไปต่อได้ แต่ต้องสลัดภาพลักษณ์การเมืองแบบเก่า สู่การเป็น "ผู้บริหารรัฐกิจระดับมืออาชีพ" ที่กลุ่มทุนและชนชั้นนำดั้งเดิมไว้วางใจ

 

 

ฉากทัศน์ที่ 2 - วิกฤตศรัทธาและแรงตีกลับทางโครงสร้าง

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลทำแบบแรกไม่สำเร็จ โดยเฉพาะแก้ปัญหาปากท้อง แล้วยังเผชิญคดีความอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตเชิงนโยบาย อาจทำให้กระแสเสื่อมศรัทธาลามจากเมืองสู่ต่างจังหวัด ย่อมส่งผลให้ยุทธศาสตร์ "พูดแล้วทำ" เสื่อมมนต์ขลัง 
 
โดยจะกลายเป็นตัวเร่งให้เครือข่ายผลประโยชน์ภายในพรรคเริ่มปริร้าว 

 

และเมื่อไร้ผลงาน และแบ่งเค้กงบประมาณไม่ลงตัว “กลไกรัฐเชิงลึก” กับ “เครือข่ายบ้านใหญ่” ที่คอยเอื้อประโยชน์ จะแปรเปลี่ยนเป็นหอกข้างแคร่ หันมาทิ่มรัฐบาล นำไปสู่จุดจบได้เหมือนกัน 

 

อาจารย์กฤษฎา สรุปว่า พรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เปรียบเสมือน “ยักษ์ใหญ่ที่มีอำนาจล้นมือในเชิงปริมาณ” คือ จำนวนเสียง สส. และ สว  แต่ยังคงขาดแคลน "ความชอบธรรมทางวัฒนธรรมการเมือง" ในสายตาของประชาชน โดยเฉพาะในฝั่งที่ไม่ใช่แฟนคลับสีน้ำเงินของภูมิใจไทย ซึ่งมีอยู่มากมายไม่แพ้กัน 

 

 

เทียบ “อนุทิน - ทรัมป์” ย่ำรอยจิตวิทยาการเมือง

อาจารย์กฤษฎา ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่วิจารณ์กัน เรื่องรัฐบาลพยายามแทรกแซงกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และมักแสดงความไม่พอใจ เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในบางเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน 

 

โดยอาจารย์วิเคราะห์ว่า ท่าทีของคนระดับนำในรัฐบาล คล้ายคลึงกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ คือ มีจิตวิทยาผู้นำประเภท "ทายาทตระกูลการเมืองที่ร่ำรวย ต้องการยอมรับและความรักจากมหาชน" 

ทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และ นายกฯอนุทิน สามารถเปลี่ยน "ทุนของครอบครัว” ให้กลายเป็น "ทุนทางเมือง" ได้อย่างทรงพลัง โดยใช้เสน่ห์แบบชาวบ้านและการเข้าถึงง่าย ทำให้ได้รับคะแนนนิยม 

ความต่าง คือ ทรัมป์ ปกครองด้วยการ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ส่วน นายกฯอนุทินใช้วิธี "ผูกมิตรเพื่อเพิ่มอำนาจ" 

ส่วนจะประสบความสำเร็จทางการเมืองหรือไม่ ทั้ง ทรัมป์ และ อนุทิน อีกไม่นานก็คงได้เห็นกัน 
 

 

 

ข่าวล่าสุด