โดยสรุปข้อกล่าวหาหลักต่อการดำเนินงานของ ป.ป.ช. ไว้ 4 ประเด็น
1. การดำเนินการตรวจสอบมีข้อบกพร่อง
2. การใช้ดุลพินิจโดยคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง
3. มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบ
4. ละเว้นการตรวจสอบข้อกล่าวหาอื่นที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประเด็นแรก
นายพริษฐ์ ระบุว่า คำร้องดังกล่าวถูกยื่นต่อ ป.ป.ช. ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 ก่อนที่ ป.ป.ช. จะใช้เวลาตรวจสอบเป็นเวลาหลายปี ในส่วนของการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ก่อนมีมติยุติเรื่องในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่การตรวจสอบในส่วนความผิดทางอาญาใช้เวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน ก่อนมีมติยกคำร้องในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
นายพริษฐ์ จึงตั้งคำถามว่า กระบวนการตรวจสอบที่ใช้เป็นไปตามมาตรฐานและระเบียบของ ป.ป.ช. หรือไม่ หากอ้างถึงระเบียบการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ที่กำหนดให้มีการตรวจสอบ 3 ระดับ ได้แก่ การตรวจสอบปกติ การตรวจสอบยืนยัน และการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ใช้ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการซุกซ่อน ปกปิด หรือปลอมแปลงทรัพย์สิน
นายพริษฐ์ เห็นว่า กรณีของนายศักดิ์สยาม ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สินผ่านบุคคลอื่น ควรเป็นกรณีที่ ป.ป.ช. ต้องใช้การตรวจสอบเชิงลึกระดับสูงสุด แต่กลับพบว่ามีเพียงการตรวจสอบในระดับปกติและระดับยืนยันเท่านั้น
ส่วนการพิจารณาความผิดทางอาญา
นายพริษฐ์ ระบุว่า ตามกฎหมาย ป.ป.ช. หากการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอ จะต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการ แต่ในกรณีนี้ ป.ป.ช. กลับมีข้อสรุปว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ และยุติเรื่องตั้งแต่ชั้นตรวจสอบเบื้องต้น
นายพริษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ ป.ป.ช. จะใช้เวลาตรวจสอบนานกว่า 3 ปี แต่สุดท้ายกลับยุติเรื่องในขั้นตอนเบื้องต้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีทั่วไปที่เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏในระดับหนึ่งแล้ว มักจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนต่อไป
อีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมา คือการเปรียบเทียบข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยใช้ประกอบคำวินิจฉัยกับข้อสรุปของ ป.ป.ช. แม้ ป.ป.ช. จะให้เหตุผลว่าคดีทั้งสองส่วนเป็นคนละฐานความผิด
แต่ฝ่ายค้านเห็นว่า ข้อเท็จจริงพื้นฐานควรเป็นชุดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการถือหุ้น เอกสารทางบัญชี การวางบิล การรับชำระเงิน หรือความเชื่อมโยงด้านที่อยู่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยรับฟังข้อเท็จจริงบางประการจนมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ป.ป.ช. จึงควรนำข้อเท็จจริงชุดเดียวกันมาพิจารณาอย่างรอบด้านเช่นกัน
นายพริษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยหลังจาก ป.ป.ช. มีมติยุติเรื่องแล้ว นายปกรณ์วุฒิได้ยื่นขอเอกสารเพิ่มเติมในเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อขอตรวจสอบรายละเอียดกระบวนการพิจารณาแต่กลับยังไม่มีอะไรชี้แจงกลับมา นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังละเลยการพิจารณาข้อกล่าวหาอื่นที่ปรากฏอยู่ในคำร้องเดิม โดยเฉพาะประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest
นายพริษฐ์ ระบุว่า จากเอกสารคำชี้แจงและแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ไม่ปรากฏการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าข้อกล่าวหาส่วนนี้ได้รับการตรวจสอบครบถ้วนหรือไม่
ข้อกล่าวหาทั้งหมดจึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ต่อไป
“คดีศักดิ์สยาม” ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ผลสอบต่างกัน?
ด้าน นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายศักดิ์สยามกับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยชี้ให้เห็นว่า นายศักดิ์สยามเป็นผู้ก่อตั้งกิจการ ขณะที่บุคคลในตระกูลชิดชอบเคยถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนสูง และกิจการมีความเชื่อมโยงกับครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง
"ต่อมาห้างหุ้นส่วนดังกล่าวมีการเพิ่มทุนจำนวน 120 ล้านบาท และได้รับงานภาครัฐมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ก่อนที่ในปี 2561 นายศักดิ์สยามจะโอนหรือจำหน่ายหุ้นทั้งหมดออกไปเพื่อเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง" นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
นายปกรณ์วุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายศักดิ์สยามกับกิจการสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ โดยมีการหยิบยกข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามาถือหุ้นหรือมีบทบาทในกิจการภายหลัง ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความใกล้ชิดกับนายศักดิ์สยาม และอาจเข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่
"ประเด็นที่ฝ่ายค้านให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือเอกสารเพิ่มเติมที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
จากเอกสารดังกล่าว ปรากฏข้อมูลในส่วนบัญชี กรรมการกู้ยืมเงิน โดยในงบการเงินปี 2560 ระบุว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีสถานะเป็นลูกหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำนวนประมาณ 38 ล้านบาท" นายปกรณ์วุฒิ ชี้ให้เห็น
นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า เอกสารที่เคยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญมีการกล่าวถึงกรณีดังกล่าวเช่นกัน โดยผู้สอบบัญชีเคยสอบถามถึงรายการหนี้ดังกล่าว และได้รับคำชี้แจงว่าจะดำเนินการแก้ไขในภายหลัง
นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ข้อเท็จจริงที่ฝ่ายค้านพยายามส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการถือหุ้น แต่ยังรวมถึงสถานะหนี้สินที่ปรากฏในงบการเงินด้วย เนื่องจากหากหนี้จำนวนดังกล่าวยังคงค้างอยู่ ก็อาจถือเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบประกอบการพิจารณาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
"จึงตั้งข้อสังเกตว่า มติยุติเรื่องของ ป.ป.ช. ที่แถลงเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 มุ่งพิจารณาเฉพาะประเด็นการถือหุ้นเป็นหลัก แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนี้สินจำนวน 38 ล้านบาทที่ฝ่ายค้านเคยยื่นข้อมูลเพิ่มเติมไว้ก่อนหน้านี้
ด้วยเหตุนี้ พรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนจึงยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ 2560 (ที่ผู้สนับสนุนมักโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง”) เพื่อขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเห็นว่าการวินิจฉัยในคดีดังกล่าวอาจยังมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน" นายปกรณ์วุฒิ ระบุ
#คดีศักดิ์สยาม #พรรคประชาชน #ปปช #สอบปปช #พริษฐ์วัชรสินธุ #ปกรณ์วุฒิ #บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น #มาตรา236 #การเมืองไทย