- เมื่อถูกตั้งคำถามถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ และระบบราชการที่อาจขัดขวางการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง
ดร.พงษ์ศักดิ์ ระบุว่า การพัฒนาระบบอัตโนมัติต่างๆ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงการขนาดใหญ่ ที่ใช้เม็ดเงินมหาศาลเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็กๆ ตามรอบงบประมาณปกติได้อย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อลดค่าครองชีพให้ชาว กทม. โดยไม่กระทบงบประมาณภาพรวมมากนัก
"หากผมเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ สิ่งแรกที่จะทำคือขอประชุมสภา กทม. ข้าราชการ และฝ่ายงบประมาณ เพื่อดูเรื่อง 'ภาษีน้ำมัน' หากเราเก็บภาษีน้ำมันในส่วนของ กทม. ให้น้อยลงจากเดิมเล็กน้อย จะช่วยให้ชาวกรุงเทพฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายและหายใจหายคอได้คล่องขึ้น นี่คือก้าวแรกในการทลายกำแพงเพื่อช่วยเหลือประชาชน" ดร.พงษ์ศักดิ์ ระบุ
-สำหรับประเด็นความโปร่งใสและการทุจริตในระบบราชการ กทม. ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม
ดร.พงษ์ศักดิ์ เสนอแนวคิดการกระจายอำนาจตรวจสอบ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการร่วมกับข้าราชการ กทม. กว่าแสนคน
ดร.พงษ์ศักดิ์ ขยายความว่า จะเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งข้อมูลความต้องการ ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานเข้ามาสู่ระบบกลาง โดยให้สัดส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ที่ 40% และข้าราชการ กทม. 60%
"หากเราทำทุกอย่างถูกต้องตามโมเดล ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณหรือโครงการ การทุจริตก็จะไม่มีหรือลดน้อยลง เพราะนโยบายจะถูกขับเคลื่อนตามความต้องการพื้นฐานของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนบุคคล"
ในตอนท้าย ดร.พงษ์ศักดิ์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์การจัดการความแออัดของ กทม. ด้วยการกระจายความเจริญออกสู่จังหวัดปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง (สระบุรี, นครนายก, สุพรรณบุรี, นครปฐม, สมุทรปราการ) โดยระบุว่า มีแผนเตรียมผลักดัน "เมืองการศึกษาและเทคโนโลยี" บนพื้นที่ของรัฐขนาด 3,000-4,000 ไร่ ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งจะเป็นโรงเรียนประจำที่ให้เรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาเอก ผลิตไฟฟ้าและน้ำประปาได้เอง เพื่อเป็นเมืองทางเลือกใหม่และขยายศักยภาพของ กทม. ในอนาคต