เสนอ ‘อนุทิน’ บุกฝรั่งเศส ปั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดึงลงทุนระดับโลก
23 พ.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการ มธ. ชง ‘อนุทิน’ เยือนฝรั่งเศสใช้โอกาสทองพบผู้นำ-ยูเนสโก-IEA ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดึงนักลงทุน หวังขยับบทบาทไทยสู่เวทีโลก
ข่าว
23 พ.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการ มธ. ชง ‘อนุทิน’ เยือนฝรั่งเศสใช้โอกาสทองพบผู้นำ-ยูเนสโก-IEA ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดึงนักลงทุน หวังขยับบทบาทไทยสู่เวทีโลก
KEY
POINTS
23 พฤษภาคม 2569 นักวิชาการ มธ. เสนอแนะรัฐบาลไทยเร่งสร้าง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการร่วมมือกับ ยูเนสโก ยกระดับเมืองท่องเที่ยว พร้อมดึง การลงทุน จากต่างชาติเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการแสวงหาความมั่นคงทาง พลังงาน ยั่งยืนในอนาคต
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. 2569 ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (มท.) พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม
เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะได้พบกับ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจจากหลายประเทศ
ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย
“พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหว ต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ กล่าว
ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงานหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำหรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้
นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทย เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ 2. การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมือง เรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก และ 3. การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลงหรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว
“การเดินทางไปพบปะหารือ และร่วมประชุมของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการขยับนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกมองเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่มีความวุ่นวายในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก จากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว
ข่าวล่าสุด