เนชั่นทีวี

ข่าว

อดีต สว.ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินห่วงหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

15 พ.ค. 2569

อดีต สว.ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินห่วงหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

อดีต สว.ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินห่วงหนี้สาธารณะทะลุเพดาน หนุนลดภาษีสรรพสามิต-เก็บภาษีลาภลอย - ชงไอเดียเก็บเพิ่มภาษีเหยียบแผ่นดิน ขึ้นภาษีบาป-ภาษีฟุ่มเฟือย

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะนักการเมืองอิสระ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เนื่องจากหนี้สาธารณะของไทยในปี 2569 ขึ้นไปสูงมาก ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.09 % - 67.3% เหลือแค่อีก 3-4% จะชนเพดานหนี้สาธารณะ 70% ซึ่งหากชนเพดาน จะมีปัญหาดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น เงินที่ทางรัฐบาลจะต้องนำมาใช้พัฒนาประเทศ ต้องมาเสียกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาท พร้อมยังกังวลว่า เงินที่จะกู้มาจะได้ผลจริงจังแค่ไหน เพราะวิกฤตของประเทศตอนนี้ คือ ต้นทุนสูงขึ้นเพราะราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตเหมือนที่ผ่าน ๆ มา เช่น โควิด-19 หรือ ต้มยำกุ้ง และตนยังไม่แน่ใจว่า พระราชกำหนดกู้เงิน จะเข้าข่ายขัดมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายสุรเดช กล่าวว่า ความคิดตนเองสอดรับกับความคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนดกู้เงิน และสนับสนุนแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้วิธีอื่น เช่น การลดภาษีที่มีผลกับราคาน้ำมัน เช่น ภาษีสรรพสามิต และการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น

 

นายสุรเดช ยังตนไม่แน่ใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความอย่างไร ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่ายังไม่ถึงขั้นต้องกู้เงิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะรับผิดชอบหรือไม่ และอย่างไร ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังอย่างมาก

นายสุรเดช ยังเสนอว่า รัฐบาลควรหารายได้เพิ่ม โดยนอกจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นแล้ว ยังมีภาษีที่จะเก็บเพิ่มได้อีก เช่น ภาษีขาเข้า-ขาออกของสนามบินที่สามารถทำได้ อย่างที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอจะเก็บจากคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศคนละ 1,000 บาท ปัจจุบันขาเข้าเราเก็บอยู่ประมาณ 700 บาท สามารถจะขึ้นเป็น 1,000 บาท หรือ 1,200 พันบาท ซึ่งสามารถทำได้ หรือการขึ้นภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา ภาษีเบียร์  สามารถขึ้นประมาณ 35-50% ไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นของมึนเมา ส่วนคนที่มีฐานะซึ่งนิยมดื่มสุราเขาสามารถจ่ายเพิ่มได้อยู่แล้ว หรือการขึ้นภาษีฟุ่มเฟือย เช่น สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ซึ่งรัฐบาลควรจะมาสนใจสิ่งเหล่านี้