เนชั่นทีวี

ข่าว

ช็อก! อธิบดีฝนหลวงลาออก ทิ้งบอมบ์สนองนโยบายการเมืองไม่ได้

30 เม.ย. 2569

ช็อก! อธิบดีฝนหลวงลาออก ทิ้งบอมบ์สนองนโยบายการเมืองไม่ได้

เปิดเบื้องลึก "ราเชน ศิลปะรายะ" ยอมทิ้งเก้าอี้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ หลังถูกสั่งย้ายเข้ากรุ สู้ด้วยศักดิ์ศรี ระบุชัดลาออกเพราะไม่ขอรับใช้นโยบายการเมืองที่ขัดหลักการ

30 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบ ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ให้โยกย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวง ฯ

 

พลันที่มีมติ ครม.ออกมาเช่นนั้น นายราเชน ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวง  โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อส่องกล้อง เข้าไปดูเหตุผล การลาออกจากตำแหน่งชวนให้ถอดรหัสเบื้องลึกยิ่งนัก  โดยนายราเชน ระบุเหตุผลว่า

 

"เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้"  

 

 

ช็อก! อธิบดีฝนหลวงลาออก ทิ้งบอมบ์สนองนโยบายการเมืองไม่ได้

 

เหตุผลลักษณะนี้ เราไม่ค่อยพบบ่อย ในการลาออกของข้าราชการระดับสูง เนชั่นทีวีออนไลน์ มาชวนถอดรหัส เหตุผล "เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้"  

 

การเขียนเหตุผลการลาออกอย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้" ของข้าราชการระดับสูง (ระดับอธิบดี) ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในระบบราชการไทย และเป็นการส่งสัญญาณที่รุนแรงและชัดเจนในหลายมิติ 

 

 

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

 

เราสามารถ "ถอดรหัส" สิ่งที่ท่านอธิบดีกำลังบอกผ่านบรรทัดนี้ได้ดังนี้

 

1. จุดแตกหักระหว่าง "หลักวิชาการ" กับ "ความต้องการทางการเมือง"

 

ในตำแหน่งอธิบดีกรมเทคนิค อย่าง กรมฝนหลวงฯ ผู้ดำรงตำแหน่งต้องยึดถือความถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์และระเบียบปฏิบัติ การระบุเช่นนี้สื่อว่า นโยบายที่ได้รับมอบหมายจากฝ่ายการเมือง (รัฐมนตรีหรือรัฐบาล) อาจขัดต่อหลักการทำงานที่ถูกต้อง หรือเป็นโปรเจกต์ที่ในทางเทคนิคแล้ว "ทำไม่ได้" หรือ "ไม่ควรทำ"

 

2. การรักษา "ศักดิ์ศรี" และ "ความโปร่งใส"

 

ตามปกติแล้ว ข้าราชการมักใช้เหตุผลเลี่ยงๆ เช่น "ปัญหาสุขภาพ" หรือ "ไปดูแลครอบครัว" เพื่อให้จบกันด้วยดี แต่การเลือกใช้คำนี้คือการประกาศว่า "ผมไม่ขอรับผิดชอบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น" เป็นการป้องกันชื่อเสียงของตนเองในอนาคต หากนโยบายนั้นนำไปสู่ความล้มเหลวหรือการตรวจสอบทางกฎหมาย

 

3. การส่งสัญญาณ "เตือนภัย" (Whistleblowing)

 

คำนี้เปรียบเสมือนการทิ้งระเบิดลูกย่อมๆ ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ราชการ เพื่อบอกคนภายนอกและสังคมว่า "มีการแทรกแซง" หรือมีการใช้อำนาจสั่งการที่ข้าราชการประจำผู้มีความเชี่ยวชาญ ไม่สามารถยอมรับได้ เป็นการกดดันให้สังคมตั้งคำถามว่า "นโยบายนั้นคืออะไร?" และ "ทำไมมืออาชีพถึงทำตามไม่ได้?"

 

4. ภาวะ "ทางตัน" ของระบบราชการ

 

สะท้อนถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ฝ่ายประจำ (Bureaucracy) ถูกกดดันอย่างหนักจากฝ่ายการเมือง (Politics) จนถึงจุดที่ไม่สามารถประนีประนอมได้อีกต่อไป การลาออกจึงเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาหลักการเอาไว้ได้

 

ดังนั้น ข้อความนี้คือการบอกว่า "ผมยอมสละเก้าอี้ ดีกว่ายอมเสียหลักการหรือต้องเสี่ยงทำในสิ่งที่ผิด" ซึ่งถือเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่คนในแวดวงราชการให้ความสนใจอย่างมากในขณะนั้น 

 

 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ