อ่านเกมกฎหมาย! ทำไม ป.ป.ช. วินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" ไม่ผิดซุกหุ้น?
24 เม.ย. 2569

เปิดมุมมองผู้พิพากษาและอัยการระดับสูง ทำไม ป.ป.ช. วินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" ไม่ผิดซุกหุ้น? ตั้งข้อสังเกตถึง "น้ำหนักพยานหลักฐาน" และ "กลเกมทางกฎหมาย" ที่อาจถูกนำมาใช้ฟอกขาว
ข่าว
24 เม.ย. 2569

เปิดมุมมองผู้พิพากษาและอัยการระดับสูง ทำไม ป.ป.ช. วินิจฉัย "ศักดิ์สยาม" ไม่ผิดซุกหุ้น? ตั้งข้อสังเกตถึง "น้ำหนักพยานหลักฐาน" และ "กลเกมทางกฎหมาย" ที่อาจถูกนำมาใช้ฟอกขาว
24 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมาย! หลัง ป.ป.ช. มีมติวินิจฉัยกรณี "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ไม่มีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ทำให้นักกฎหมายทั้งผู้พิพากษาและอัยการต่างออกมาตั้งข้อสังเกตถึง "น้ำหนักพยานหลักฐาน" และ "กลเกมทางกฎหมาย" ที่อาจถูกนำมาใช้ฟอกขาวตนเอง
"ท่านเปา" อ่านเกม เทคนิคกฎหมาย "ศักดิ์สยาม" ไม่ผิดซุกหุ้น
แหล่งข่าวผู้พิพากษา มองคำชี้แจงของ ป.ป.ช.ในการวินิจฉัยคดี "ศักดิ์สยาม" ไม่ผิดซุกหุ้น บอกว่า แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร แต่ผูกพันเฉพาะแค่คำตัดสิน คือเอาแต่ธงเพียงว่า "ศักดิ์สยาม" ถือครองหุ้น ผ่านนาย ศ.
ส่วนทางด้าน ป.ป.ช. วินิจฉัยเรื่องจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ จึงมองว่า
"เมื่อศาล รธน.บอกว่า ศักดิ์สยามถือครองหุ้น ก็เลยไปฟ้องเพื่อเอาหุ้นคืน แต่พอไปฟ้องแล้ว นาย ศ. ไม่ยอมต่อสู้คดีว่าทรัพย์สินเป็นของตัวเอง สุดท้ายไปจบที่การยอมความ"
อันนี้เป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่า ศักดิ์สยาม ไปฟ้องนอมินี แล้วไม่ได้คืน ทรัพย์นั้นจึงไม่ใช่ของตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องยื่น ทำให้ ป.ป.ช. มองว่า ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน
น่าจะมีการปรึกษากับฝ่ายกฎหมาย ก่อนศาล รธน.วินิจฉัย เพื่อเตรียมการมาสู้คดีในชั้น ป.ป.ช.
การถือครองหุ้นขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นความผิดส่วนตน พ้นเก้าอี้รัฐมนตรีรอบนี้ รอบหน้ายังเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ได้ หากไม่ถูกตัดสินว่าจงใจปกปิดทรัพย์สิน ที่จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคกฎหมาย ทำให้เรื่องที่ไม่สามารถอ้างอิงในกฎหมายได้ กลายเป็นใช้อ้างอิงได้
อย่างกรณีนายทุนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงให้ลูกหนี้ยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งผิดกฎหมาย เลยใช้วิธีไปฟ้องศาลว่าลูกหนี้เป็นหนี้ พอไปขึ้นศาลลูกหนี้ก็ยอมรับสภาพหนี้ เพราะอยากได้เงิน จึงทำให้นิติกรรมเรื่องนี้กลายเป็นถูกกฎหมายไปโดยปริยาย แบบนี้วินวินทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้
แต่กรณีแบบนี้ถ้าลูกหนี้มาสู้ในศาล นิติกรรมแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น
"อัยการ" ชี้กลเกมกฎหมายบังหุ้น "ศักดิ์สยาม"
แหล่งข่าวอัยการสูงสุด ให้ข้อสังเกตว่า นาย ศ.ที่ถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม ก่อนจะมาเป็นผู้ถือครอง คนนี้มันมีรายได้ 9 พันบาท และมีฐานะเป็นอดีตลูกจ้าง ของ หจก.ดังกล่าว แต่อยู่ๆก็มามีเงินซื้อหุ้นเจ้านาย
เรื่องนี้รูปแบบคล้ายคลึงกับอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ที่ให้คนขับรถ,แม่บ้านถือหุ้นแทน และกรณีของนายศักดิ์สยาม ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนที่ถือหุ้นที่เป็นลูกจ้างเอาเงินที่ไหน มาชำระค่าหุ้น
การโอนซื้อขายหุ้นดังกล่าวจึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะหากนายศักดิ์สยาม จะต้องดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้ง
พ.ร.บ.การบริหารจัดการทรัพย์สินของ ป.ป.ช.เองก็มีระบุว่า ถ้าจะต้องดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดการคอนฟลิกต์ สามารถโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่น่าเชื่อถือตรวจสอบชัดเจน อันเป็นการอ้างความชอบธรรมตามหลักธรรมาภิบาลได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
กรณีของ "ศักดิ์สยาม" ถ้ามีข้อพิพาทเรื่องการโอนหุ้น ควรต้องแจ้งตั้งแต่ต้นเลยว่ามีข้อพิพาท ไม่ใช่รอจนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญไปตรวจพบ จึงไปใช้สิทธิฟ้องร้อง ติดตามคืนภายหลัง ถ้าจะพิจารณาเรื่องเจตนาสุจริตฯ ต้องแจ้งก่อน การที่ ป.ป.ช.เชื่อว่าศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจมันไม่สมเหตุสมผล
การซื้อขายหุ้นระดับนี้ไม่มีการโอนเงินมันผิดปกติวิสัย การที่คุณทำแบบนี้ได้มันถือว่าเชื่อใจ ให้เครดิตมาก ทั้งที่ไม่มีเหตุว่าทำไมถึงโอนให้ไปก่อน และไปติดตามเอาคืนภายหลัง การที่ไปฟ้องศาลเรียกว่านิติกรรมอำพราง เพื่อเอาผลคดีมาเป็นข้ออ้างต่อสู้ทางคดี หรือที่เรียกว่ากลบเกลื่อนการกระทำความผิดอันนี้ชัด ทั้งที่ คดีนี้สามารถเอาแนวศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยได้เลย ที่วินิจฉัยว่ามีการครอบงำ และตั้งนอมินี ที่ไม่มีศักยภาพในการชำระเงิน และยังเป็นผู้ที่อยู่ในอาณัติใต้บังคับบัญชา
ในส่วนคดีมาตรฐานจริยธรรมควรจะต้องดำเนินการควบคู่ไปเนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏประจักษ์ชัดเจนไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอ
ยกอุทาหรณ์ “อย่าให้ใช้คำพิพากษาเป็นเครื่องมือ”
แหล่งข่าวซึ่งเป็นอัยการระดับสูง และเคยทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. มองว่า ป.ป.ช.ให้น้ำหนักผิดในการวินิจฉัยกรณีของ "ศักดิ์สยาม" เพราะ ...
ฉะนั้น กรณีที่เกิดขึ้นนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ควรให้น้ำหนักคำวินิจฉัย และเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มากกว่าข้ออ้างของฝ่ายผู้ถูกร้อง แม้จะนำคำพิพากษาศาลมาอ้างเช่นกัน แต่เป็นคำพิพากษาที่มาจากการ “ประนีประนอมยอมความ” น้ำหนักของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมน้อยกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
แหล่งข่าวซึ่งเป็นอัยการระดับสูง และเคยร่วมงานกับ ป.ป.ช. ยังยกตัวอย่างคดีที่มี “สัญญายอมความ” ซึ่งเป็นการฟ้องร้องระหว่างเอกชนด้วยกัน และมีจำนวนไม่น้อย โดยบอกว่า…
ต่อมาลูกหนี้เบี้ยว ไม่จ่ายหนี้ หรือจ่ายไม่ครบ เจ้าหนี้ก็นำคำพิพากษาไปบังคับคดีลูกหนี้ ทั้งๆ ที่หักดอกไปก่อนแล้ว และยังคิดดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย บางรายได้ดอกท่วมต้นไปแล้ว ก็ยังฟ้องเพื่อใช้คำพิพากษาไปยึดทรัพย์ลูกหนี้อีก เรียกว่าใช้คำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องมือ
นี่คือตัวอย่างที่ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือองค์กรอิสระ สมควรรับฟังหลักฐานประเภทนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง และคดีระหว่างเอกชนที่จบลงด้วยการประนีประนอมยอมความ ไม่น่าจะให้น้ำหนักเทียบเท่าหรือมากกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ข่าวล่าสุด