พ.ร.บ.การบริหารจัดการทรัพย์สินของ ป.ป.ช.เองก็มีระบุว่า ถ้าจะต้องดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดการคอนฟลิกต์ สามารถโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่น่าเชื่อถือตรวจสอบชัดเจน อันเป็นการอ้างความชอบธรรมตามหลักธรรมาภิบาลได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
กรณีของ "ศักดิ์สยาม" ถ้ามีข้อพิพาทเรื่องการโอนหุ้น ควรต้องแจ้งตั้งแต่ต้นเลยว่ามีข้อพิพาท ไม่ใช่รอจนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญไปตรวจพบ จึงไปใช้สิทธิฟ้องร้อง ติดตามคืนภายหลัง ถ้าจะพิจารณาเรื่องเจตนาสุจริตฯ ต้องแจ้งก่อน การที่ ป.ป.ช.เชื่อว่าศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจมันไม่สมเหตุสมผล
การซื้อขายหุ้นระดับนี้ไม่มีการโอนเงินมันผิดปกติวิสัย การที่คุณทำแบบนี้ได้มันถือว่าเชื่อใจ ให้เครดิตมาก ทั้งที่ไม่มีเหตุว่าทำไมถึงโอนให้ไปก่อน และไปติดตามเอาคืนภายหลัง การที่ไปฟ้องศาลเรียกว่านิติกรรมอำพราง เพื่อเอาผลคดีมาเป็นข้ออ้างต่อสู้ทางคดี หรือที่เรียกว่ากลบเกลื่อนการกระทำความผิดอันนี้ชัด ทั้งที่ คดีนี้สามารถเอาแนวศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยได้เลย ที่วินิจฉัยว่ามีการครอบงำ และตั้งนอมินี ที่ไม่มีศักยภาพในการชำระเงิน และยังเป็นผู้ที่อยู่ในอาณัติใต้บังคับบัญชา
ในส่วนคดีมาตรฐานจริยธรรมควรจะต้องดำเนินการควบคู่ไปเนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏประจักษ์ชัดเจนไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอ
ยกอุทาหรณ์ “อย่าให้ใช้คำพิพากษาเป็นเครื่องมือ”
แหล่งข่าวซึ่งเป็นอัยการระดับสูง และเคยทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. มองว่า ป.ป.ช.ให้น้ำหนักผิดในการวินิจฉัยกรณีของ "ศักดิ์สยาม" เพราะ ...
- คดีที่พิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคดีเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ของรัฐ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ อย่างกรณีนี้คือ “ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี” การค้นหาความจริงจึงกระทำอย่างละเอียด รอบคอบ รัดกุม และใช้ระบบ “ไต่สวน” โดยตัวของศาลเอง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด มีความถูกต้อง และรักษาผลประโยชน์ของรัฐมากที่สุด
- ส่วนคดีที่เอกชนฟ้องกันเอง โดยเฉพาะคดีแพ่ง เป็นเรื่องของคู่ความสองฝ่ายต่อสู้กัน การแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง คนในแวดวงกฎหมายจะรู้ดีว่า คดีลักษณะนี้ “ใครเสนอพยานหลักฐานต่อศาลได้ดีกว่า ชัดเจนกว่า ก็จะเป็นฝ่ายชนะคดี” ซึ่งอาจไม่ได้ตอบโจทย์ตามข้อเท็จจริงเสมอไป
- ยิ่งมีสัญญาประนีประนอมยอมความกันในท้ายที่สุด หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช.ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ต้องไม่ปล่อยให้มีการใช้คำพิพากษาของศาลมาเป็นเครื่องมือฟอกขาวให้กับใครหรือผู้ใด
ฉะนั้น กรณีที่เกิดขึ้นนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ควรให้น้ำหนักคำวินิจฉัย และเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มากกว่าข้ออ้างของฝ่ายผู้ถูกร้อง แม้จะนำคำพิพากษาศาลมาอ้างเช่นกัน แต่เป็นคำพิพากษาที่มาจากการ “ประนีประนอมยอมความ” น้ำหนักของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมน้อยกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
แหล่งข่าวซึ่งเป็นอัยการระดับสูง และเคยร่วมงานกับ ป.ป.ช. ยังยกตัวอย่างคดีที่มี “สัญญายอมความ” ซึ่งเป็นการฟ้องร้องระหว่างเอกชนด้วยกัน และมีจำนวนไม่น้อย โดยบอกว่า…
- ตัวอย่างที่ยกให้ฟังนี้ ไม่เกี่ยวกับคดีคุณศักดิ์สยาม แต่การใช้ “สัญญายอมความ” มาเป็นประโยชน์กับฝ่ายตน เกิดขึ้นบ่อยๆ ในคดีเงินกู้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น “เจ้าหนี้นอกระบบ”
- กรณีที่เคยเกิดขึ้นก็เช่น เจ้าหนี้นอกระบบให้ลูกหนี้กู้เงิน 100,000 บาท แต่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก และตอนที่ให้เงินลูกหนี้ ก็หักดอกไปก่อนแล้ว ให้เงินไปจริงแค่ 80,000 บาท จากนั้นก็ยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาล บังคับให้ลูกหนี้ไปทำสัญญายอมรับสภาพหนี้ที่ยอดเต็ม คือ 100,000 บาท
ต่อมาลูกหนี้เบี้ยว ไม่จ่ายหนี้ หรือจ่ายไม่ครบ เจ้าหนี้ก็นำคำพิพากษาไปบังคับคดีลูกหนี้ ทั้งๆ ที่หักดอกไปก่อนแล้ว และยังคิดดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย บางรายได้ดอกท่วมต้นไปแล้ว ก็ยังฟ้องเพื่อใช้คำพิพากษาไปยึดทรัพย์ลูกหนี้อีก เรียกว่าใช้คำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องมือ
นี่คือตัวอย่างที่ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือองค์กรอิสระ สมควรรับฟังหลักฐานประเภทนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง และคดีระหว่างเอกชนที่จบลงด้วยการประนีประนอมยอมความ ไม่น่าจะให้น้ำหนักเทียบเท่าหรือมากกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ