ทั้งนี้ มาตรฐานสากลจาก OECD ระบุว่า ระบบ whistleblower ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยช่องทางร้องเรียนที่เป็นอิสระ การไม่เปิดเผยตัวตนของผู้แจ้งเบาะแส การคุ้มครองทางกฎหมาย และการติดตามผลอย่างโปร่งใส ซึ่งในหลายประเทศ รัฐสภาเองได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านนี้โดยตรง
“เรามีช่องทางร้องเรียน แต่เรายังไม่มีระบบ whistleblower ที่ทำให้คนกล้าพูดโดยไม่ต้องกลัว และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญ เพราะถ้าคนยังไม่รู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูด ความจริงก็จะยังอยู่ใน Black Box ต่อไป” นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า ระบุด้วยว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศในรัฐสภา ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจและระบบ ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันที่ออกกฎหมาย และควรเป็นแบบอย่างของสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทางในการยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนากลไกร้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเป็นระบบและลดการกระทบซ้ำต่อผู้เสียหาย โดยนางรัดเกล้าได้ชูนโยบาย “My Police” หรือ “ตำรวจฉบับกระเป๋า” ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของรัฐสภาได้ แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์และกระบวนการยุติธรรมได้อย่างคู่ขนาน ผ่านระบบดิจิทัลเพียงช่องทางเดียว ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และลดภาระการเล่าเหตุการณ์ซ้ำ โดยระบบสามารถบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยในลักษณะ “ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor-centric)” และสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการด้านความปลอดภัยอื่น ๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านความเสมอภาคทางเพศ (Gender Officer) เพื่อให้การรับมือกับกรณีความรุนแรงทางเพศมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ความเงียบไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป มีแต่ทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น รัฐสภาไทยควรเป็นพื้นที่ที่ทั้งทรงเกียรติและปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง” นางรัดเกล้า กล่าว