นายปกรณ์ ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย แต่ประชาชน ยังไม่เข้าใจและยากจะยอมรับได้กับแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันของรัฐบาลที่ขาดความชัดเจน และมีลักษณะย้อนแย้ง เปลี่ยนไปมา จนทำให้เกิดความสับสนและความไม่มั่นใจในทิศทางนโยบาย ทำให้ประชาชนต้องมารับภาระ และค่าครองชีพของประชาชน จะปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และจะกระทบต่อภาคแรงงานในโรงงานต่าง ๆ เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เริ่มมีการหารือกันถึงการปรับลดแรงงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตแล้ว
นายปกรณ์ ยังย้ำว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเพียงลำพัง โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันในลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง ภาคการผลิต รวมไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชน
นายปกรณ์ ยังว่า พรรคกล้าธรรม ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนมาตรการรับมือปัญหาน้ำมันอย่างจริงจัง และมีแผนที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องดิ้นรนและเดือดร้อนไปมากไปกว่านี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องหยุดแนวทางการบริหารที่ไม่แน่นอน และหันมาแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด