"ดร.แดน" ชี้ ภาวะ "Super Oil Shock" วิกฤตพลังงานทั่วโลก เขย่า เศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
18 มี.ค. 2569
"ดร.แดน" แนะ ตั้ง "ศูนย์บัญชาการความเสี่ยงพลังงานแห่งชาติ" คู่ ปรับโครงสร้าง-ลดนำเข้าน้ำมัน หนุน พลังงานทดแทน รับมือระยะยาว
ข่าว
18 มี.ค. 2569
"ดร.แดน" แนะ ตั้ง "ศูนย์บัญชาการความเสี่ยงพลังงานแห่งชาติ" คู่ ปรับโครงสร้าง-ลดนำเข้าน้ำมัน หนุน พลังงานทดแทน รับมือระยะยาว
18 มีนาคม 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน)นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ว่า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โลกกำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยงครั้งใหม่ที่ไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือ “วิกฤตพลังงานระดับโครงสร้าง” ที่อาจลุกลามเป็นสถานการณ์ที่ตนเรียกว่า “Super Oil Shock” ได้ทุกเมื่อ และหากสถานการณ์บานปลาย ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่จะลามไปถึงต้นทุนชีวิตของประชาชน และเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน และประเทศไทยเองอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ “เปราะบางที่สุด” หากประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปและไม่เตรียมรับมืออย่างจริงจัง
โดยวิกฤต Super Oil Shock เมื่อราคาน้ำมันไม่หยุดแค่ 100 ดอลลาร์ ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดตามปกติ แต่เป็นผลโดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มขยายวงและยืดเยื้อ จุดเปราะบางสำคัญอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 20 ของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือถูกรบกวนเพียงบางส่วน ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกทันที ในสถานการณ์เช่นนี้ ราคาน้ำมันอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่มีแนวโน้มทะลุ 120 ดอลลาร์ และผมคาดว่าราคาน้ำมันโลกอาจไต่ระดับไปถึง 150–160 ดอลลาร์ หรือแม้แต่แตะ 200 ดอลลาร์ได้ หากสงครามยืดเยื้อ นี่ไม่ใช่แค่สถานการณ์ที่น้ำมัน “ราคาสูงขึ้น” แต่คือการเข้าสู่ภาวะ Super Oil Shock ที่เปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจโลก เมื่อพลังงานสะดุด เศรษฐกิจทั้งระบบก็สั่นคลอนตาม
ดร.แดน มอง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประเทศไทยเปราะบางกว่าที่คิด ว่า ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างยิ่งต่อวิกฤตพลังงาน ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยมีสัดส่วนถึงประมาณ ร้อยละ 6 ของ GDP และยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าร้อยละ 70 เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นแบบแยกส่วน แต่จะกระจายตัวเป็น “โดมิโน” ไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ภาคปิโตรเคมีซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำอาจต้องชะลอหรือหยุดการผลิตเพราะต้นทุนสูงเกินรับไหว ภาคการเกษตรต้องเผชิญ
เช่น ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้น ขณะที่ภาคประมงและการขนส่งต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุด ต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “พฤติกรรมตื่นตระหนก” ของประชาชน เมื่อเริ่มมีการกักตุนและต่อคิวซื้อน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเชิงจิตวิทยา แม้ว่าปริมาณน้ำมันจริงอาจยังเพียงพอ แต่ต้องเข้าใจว่าวิกฤตพลังงาน ไม่ได้ทำให้ของหมด แต่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไปก่อน
ส่วนมาตรการรัฐ กลายเป็นตัวแปรสำคัญ แต่คำถามคือ มาตรการที่ใช้ในปัจจุบัน “เพียงพอหรือไม่”? การรณรงค์ประหยัดพลังงาน เช่น การตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26–27 องศา หรือการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน แม้มีประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ แต่ในทางปฏิบัติกลับช่วยลดการใช้พลังงานได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่การตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม แม้ช่วยบรรเทาภาระประชาชนในระยะสั้น แต่ก็แลกมาด้วยการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังเข้าใกล้จุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป มาตรการควบคุมราคาสินค้า หรือการสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปดูแลราคาสินค้าในพื้นที่ ก็เผชิญข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และอาจนำไปสู่ผลข้างเคียง เช่น สินค้าหายจากตลาด หรือเกิดตลาดมืด
“ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นโยบายจำนวนมากยังอยู่ในระดับ “ประคองสถานการณ์” มากกว่าการ “จัดการความเสี่ยงเชิงระบบ” รัฐบาลต้องเข้าใจว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อาจซื้อเวลาได้ แต่ไม่สามารถหยุดวิกฤตได้ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหาก Oil Shock ลุกลามไปจนถึงขั้นเป็น Super Oil Shock”
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอทางออก ว่า จากการตั้งรับ สู่การบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ หากต้องรับมือกับ Super Oil Shock อย่างจริงจัง ตนเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับวิธีคิดจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” โดยมีข้อเสนอระยะสั้น: คือการ ใช้เครื่องมือทางการเงิน “ประกันความเสี่ยง” ราคาน้ำมัน หนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน คือการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า Energy Price Hedging หรือการทำสัญญาประกันราคาน้ำมันล่วงหน้าในตลาดโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน
ทั้งนี้ ประเทศ เม็กซิโก เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน ซึ่งดำเนินโครงการ “Mexican Oil Hedge Program” มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และ เป็นหนึ่งในโปรแกรมป้องกันความเสี่ยงของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยรัฐบาลจะทำสัญญาล็อกราคาน้ำมันล่วงหน้าทุกปี หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง รัฐบาลจะได้รับเงินชดเชยจากตลาดการเงิน ในกรณีของเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน กลไกดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน “ความเสี่ยงขาลง” ของราคา โดยใช้เครื่องมืออย่าง Put Options เพื่อไม่ให้รายได้ของรัฐลดลง แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน แนวคิดจะต้องกลับด้าน คือการป้องกัน “ความเสี่ยงขาขึ้น” ผ่านการใช้ Call Options เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินระดับที่เศรษฐกิจจะรับไหว โดยหากราคาน้ำมันทะลุเพดานที่กำหนดไว้ รัฐจะได้รับเงินชดเชยเพื่อนำมาใช้บรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
ซึ่งประเทศไทยปัจจุบันยังไม่มี “นโยบายระดับชาติ” ในการทำ Hedging อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เหมือนเม็กซิโก กลไกหลักที่ใช้ยังคงเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองทุนรักษาเสถียรภาพ โดยสะสมเงินในช่วงที่ราคาน้ำมันต่ำ เพื่อนำมาอุดหนุนในช่วงที่ราคาสูง แทนการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงโดยตรงจากตลาดโลก ปัญหาคือปัจจุบัน กองทุนน้ำมันกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก โดยมีสถานะติดลบไปแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 15 มีนาคม 2569)ทำให้การพึ่งพากลไกเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป และยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของการนำ Hedging มาใช้ หากประเทศไทยมีการทำ Hedging ไว้ล่วงหน้า ภาระการขาดทุนของรัฐในปัจจุบันอาจไม่รุนแรงถึงระดับนี้
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะด้วยว่า แนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในระยะนี้ คือ การใช้กลยุทธ์แบบ “Layered Hedging” หรือการทยอยทำประกันความเสี่ยงเป็นชั้น ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ แนวทางนี้ประกอบด้วยการแบ่งการทำสัญญาออกเป็นงวดสั้น ๆ งวดละ 3 – 6 เดือน จะช่วยลดภาระการจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว และไม่ผูกมัดระยะยาวเกินไปในกรณีที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ควรทยอยทำเพียงประมาณร้อยละ 25 ของปริมาณการนำเข้าในแต่ละครั้ง เพื่อกระจายความเสี่ยง ควรเน้นการคุ้มครองเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงเกินระดับที่เศรษฐกิจจะรับไหวจริง ๆ โดยมีการประเมินว่าราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นไปถึงระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่อยู่ราว 160 ดอลลาร์ ขณะที่การพยากรณ์เศรษฐกิจขอเตือนว่า หากเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลา 3 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 164 ดอลลาร์ และมีความเป็นไปได้ที่จะแตะระดับ 200 ดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ต้องจัดตั้งกลไก “Strategic Petroleum Release” (SPR): จากการเก็บสำรอง สู่การใช้สำรองอย่างเป็นระบบ อีกหนึ่งมาตรการสำคัญในระยะสั้น ซึ่งไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันสำรองไว้ในคลัง แต่ต้องมี “ระบบปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นอัตโนมัติ” เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับที่กระทบต่อเศรษฐกิจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีระบบ SPR โดยเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง รัฐบาลสามารถตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดเพื่อเพิ่มอุปทานและลดแรงกดดันด้านราคาได้อย่างทันท่วงที หัวใจสำคัญของแนวทางนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณน้ำมันสำรอง” เพียงอย่างเดียว แต่คือการมี “กลไกการใช้สำรอง” ที่ชัดเจนและเป็นระบบ ส่วนประเทศไทย แม้จะมีการสำรองน้ำมันอยู่แล้ว แต่ยังขาด “policy trigger” หรือเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าในระดับราคาใด หรือสถานการณ์แบบใด รัฐควรปล่อยน้ำมันสำรองออกมาใช้ ปัจจุบันรัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการ “National Strategic Petroleum Reserve” โดยมีแนวคิดในการย้ายภาระการสำรองน้ำมันบางส่วนจากภาคเอกชนมาอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมากขึ้น โดยมีการพิจารณาพื้นที่จัดเก็บในเขต EEC หรือภาคใต้ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ “ระเบียบการปล่อยสำรอง” ที่มีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต
“โดยข้อเสนอในการจัดตั้งกลไกปล่อยน้ำมันสำรองแบบอัตโนมัติ จึงถือเป็นแนวคิด “ใหม่และจำเป็น” สำหรับประเทศไทย เพราะจะเป็นการเปลี่ยนเครื่องมือในการรับมือจากการใช้ “เงิน” ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาเป็นการใช้ “น้ำมันจริง” เข้าแทรกแซงตลาดโดยตรง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้น แต่ยังมีศักยภาพในการลดภาระหนี้ของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว” ดร.แดน ระบุ
ทั้งนี้ การเริ่มทำประกันราคา (Hedging) ในระดับชาติ หรือ กลไกการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) คือ การหา "เครื่องมือใหม่" มาช่วยแบ่งเบาภาระการกู้เงิน ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ เราจะเหลือแค่ทางเลือกเดียวคือ "ปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งตามตลาดโลก" ซึ่งจะกระทบค่าครองชีพมหาศาล ซึ่งขณะนี้สถานะ "กองทุนน้ำมัน" เกินขีดจำกัดแล้ว และ สงครามครั้งนี้ "คาดเดาไม่ได้" ว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร รัฐบาลต้องคาดการณ์อนาคตให้แม่นยำและกล้าตัดสินใจ เพราะต้นทุน "การรอ" แพงกว่าต้นทุน "ประกัน" อย่างแน่นอน
ส่วนข้อเสนอระยะยาว ประเทศไทยควรปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ภาครัฐต้องมีแผนในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ไฮโดรเจน พลังงานชีวมวล หรือยานยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งทางราง เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานในระดับประเทศ ยกตัวอย่าง การปรับโครงสร้างการใช้พลังงานในภาคขนส่งสินค้า ซึ่งถือเป็นผู้ใช้น้ำมันดีเซลรายใหญ่ที่สุดของระบบเศรษฐกิจ ประเทศที่น่าสนใจ คือ จีน ได้ผลักดันนโยบาย “Electrification of Freight Transport” หรือการเปลี่ยนระบบขนส่งสินค้าไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระดับโครงสร้าง และดำเนินนโยบายในลักษณะนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน ทั้งการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า การขยายระบบรถไฟขนส่งสินค้า และการสร้าง logistics hub ที่เชื่อมโยงกับระบบรางอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือ จีนสามารถลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว สำหรับประเทศไทย หากไม่เร่งขยับในจุดนี้ การพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งจะยังคงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยากจะแก้ไขในอนาคต
