ส่วน เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.พรรคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ไม่อาจใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองสถานะ สส.ได้เพราะเป็น “คดีจริยธรรม” ไม่ใช่เป็น “คดีอาญา” เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง
เมื่อ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา โดย ป.ป.ช. แนบข้อมูลสมาชิกภาพสถานะปัจจุบันความเป็น สส.พรรคประชาชน เป็นข้อมูลเสนอต่อศาล โดยมีคำขอให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ย่อมมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เพราะจริยธรรมร้ายแรง เป็นมาตรฐานสูงกว่าการกระทำผิดอาญา ถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 วรรคสอง ให้หมายความรวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ สส.โดยตรง อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองในวงกว้างได้
สถิติที่ผ่านมา ศาลฎีกาเมื่อประทับรับฟ้อง ศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที โดย พ.ร.ป.ป.ป.ช. เปิดช่องให้เป็นดุลพินิจของศาลก็ได้
ส่วนที่ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกา มิให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติ นั้น ตนขอถามว่า นายวาโย ยื่นคัดค้านด้วยเหตุใด แม้เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย เพราะคดีจริยธรรมอย่างร้ายแรง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันแก้ไข ป.อ.มาตรา 112 เกินอำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ อันมีผลกระทบต่อโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบอบการปกครองไทยแยกจากกันไม่ได้
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาด และผูกพันทุกองค์กรว่า เป็นพฤติการณ์เซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ถือเป็นเรื่องร้ายแรง
ส่วนที่ถามว่า โอกาสแนวโน้มผลคดี ในคดีแก้ไข มาตรา 112 ของอดีต สส.ก้าวไกล เป็นอย่างไร ตนไม่ขอก้าวล่วงอำนาจศาลฎีกา แต่ผลของ มติ ป.ป.ช. ชี้มูลอดีต 44 สส.ก้าวไกล อันเป็นสืบเนื่องมาจากนำเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีล้มล้างการปกครองจากการร่วมกันแก้ไขมาตรา 112 ในคดีเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเสร็จเด็ดขาด และผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่
ข้อเท็จจริงจึงมัดผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แนวโน้มโอกาสรอดหริบหรี่ หรือว่าโอกาสน้อย แนวโน้มถูกเพิกถอนสิทธิ ประหารชีวิตทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสี่