เมื่อถามว่า รัฐบาลมีเสียง 292 ขณะที่ฝ่ายค้าน มี 209 มีโอกาสหรือไม่ที่พรรคประชาชนจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแข่ง
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติอย่าเรียกว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นข้อมูลตามข่าวแต่ยังไม่แน่ใจว่า ฝ่ายค้านที่บอกว่าเป็นฝ่ายค้านมีเท่าไหร่ตนยังไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่าจะมีงูเห่าอีกหรือไม่ ดังนั้นต้องรอดูไปก่อน แต่ถ้าตอบในฐานะพรรคประชาชน ในเรื่องของการแข่งประธานสภา หรือนายกฯก็ต้องรอดูความชัดเจนจากพรรคอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ทางโฆษกพรรคประชาชนคงจะมีการพูดเรื่องนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เมื่อถามว่าชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ที่พรรคกล้าธรรมจะมาเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาลร่วมกัน
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และอยากให้เข้าใจก่อนว่าการเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเคยพูดตอนหาเสียงว่าจะไม่มีวันโหวต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และเราก็ยืนยันว่าพรรคอันดับหนึ่งมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนและสิ่งที่เราทำคือ เรารักษาสัจจะ รักษาคำพูดที่พูดเอาไว้กับประชาชน นั่นหมายความว่า นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งก็มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล และตนเชื่อว่าไม่มากก็น้อยคงเป็นไปตามข่าวในการรวมเสียง ดังนั้นเราต้องเตรียมการในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ทำหน้าที่ในสภา
เมื่อเราทำหน้าที่ตรงนี้ สิ่งที่ผมไม่สามารถตอบได้เลยคือ ไม่รู้จริงๆว่าพรรคการเมืองอื่น เช่นพรรคกล้าธรรมเขาตัดสินใจอย่างไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านของพรรคการเมืองอื่นมีความเป็นไปได้อยู่สองทางคือ
1. เลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน
2.เขาไม่ให้เป็นรัฐบาล จึงต้องมาเป็นฝ่ายค้าน
ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ากล้าธรรม เราสามารถพูดสรุปจบได้ 100% หรือไม่ ว่า เขาไม่ให้เป็นรัฐบาลแน่ๆ ฉะนั้นต้องรอดูไปก่อนเหลืออีกไม่กี่วันเดี๋ยวก็คงจะรู้แล้ว
จี้ รัฐบาลเปิดข้อมูลจริงรับมือ "วิกฤตตะวันออกกลาง" ชี้ ปชช.ต้องรู้สถานการณ์ประเทศ
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการรับมือของรัฐบาลต่อผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ และต้องยอมรับว่ามีคำถามว่าการสำรองพลังงานที่เคยระบุว่าสามารถรองรับได้ภายในกรอบเวลา 60 วันนั้น จะเพียงพอจริงหรือไม่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงมากขึ้น
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ประเด็นปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องน้ำมันเท่านั้น แต่ขณะนี้เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการขาดแคลนปุ๋ยด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจในภาพรวม โดยยอมรับว่ารัฐบาลมีท่าทีออกมาแถลงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ซึ่งตนเข้าใจถึงความจำเป็นของการสื่อสารลักษณะดังกล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ได้มีเพียงความเชื่อมั่นจากรัฐบาล แต่ต้องการทราบความจริงของสถานการณ์ว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถเข้าไปยับยั้งหรือควบคุมได้ และย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องการทราบคือควรเตรียมตัวอย่างไร และกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบใด รัฐบาลจึงควรออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะ พร้อมประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงระบุว่าเอาอยู่หรือมีเพียงพอเท่านั้น เพราะหากรัฐบาลสื่อสารเพียงลักษณะดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนมองว่าเป็นรูปแบบการสื่อสารแบบเดิมของรัฐบาลในอดีตที่มักยืนยันว่าพร้อมรับมือ แต่สุดท้ายไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
นายรังสิมันต์ มองว่า ในเวลานี้รัฐบาลควรนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ พร้อมกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังความสมบูรณ์แบบทั้งหมด แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง เช่น หากจำเป็นต้องจัดหาน้ำมันเพิ่ม รัฐบาลมีแผนจะจัดซื้อจากแหล่งใด หรือจะดำเนินการอย่างไร
นายรังสิมันต์ เชื่อว่า รัฐบาลสามารถเปิดเผยข้อมูลบางส่วนต่อสาธารณะได้ แม้บางเรื่องอาจยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่ควรมีการสื่อสารอย่างน้อยในระดับหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังทำงานอย่างหนักในการประสานงานและเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของฝ่ายบริหาร ว่าในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ กลับปรากฏภาพว่านายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมกิจกรรมสัมมนาพรรคการเมือง และพรรคภูมิใจไทยยังลงพื้นที่ในกรณีพื้นที่เขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและโฟกัสกับการแก้ปัญหาที่กระทบต่อประชาชนมากเพียงใดในช่วงเวลานี้