“อาจารย์อุ๋ย” จี้รัฐบาลปรับโหมดเศรษฐกิจสู่สภาวะสงคราม
09 มี.ค. 2569
“อาจารย์อุ๋ย” จี้รัฐบาลปรับโหมดเศรษฐกิจสู่สภาวะสงครามแบบเชิงป้องกัน อย่างน้อยใน 5 ด้านสำคัญ ลั่น! หากยังเฉย ประเทศไทยล่มสลายแน่ !
ข่าว
09 มี.ค. 2569
“อาจารย์อุ๋ย” จี้รัฐบาลปรับโหมดเศรษฐกิจสู่สภาวะสงครามแบบเชิงป้องกัน อย่างน้อยใน 5 ด้านสำคัญ ลั่น! หากยังเฉย ประเทศไทยล่มสลายแน่ !
9 มีนาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก กรณีสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่าง อิหร่าน-สหรัฐ-อิสราเอล ที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า
“โลกกำลังเข้าสู่ยุคสงคราม — แต่เศรษฐกิจไทยยังทำตัวเหมือนโลกสงบ”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกกำลังค่อย ๆ เคลื่อนจากยุคโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วยการค้า ไปสู่ยุคของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างรัฐมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางทหารในหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง หรือความตึงเครียดในเอเชียแปซิฟิก ล้วนสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า ภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลับมาครอบงำเศรษฐกิจโลก
แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยยังบริหารเศรษฐกิจเหมือนโลกยังอยู่ในภาวะปกติหรือไม่
คำตอบที่น่ากลัวคือ “ใช่”
ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ มีแนวคิดที่เรียกว่า “เศรษฐกิจในภาวะสงคราม” (War Economy) ซึ่งหมายถึงการที่รัฐปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้สามารถรองรับความขัดแย้งระยะยาว การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจภาวะสงคราม ไม่ได้หมายความว่าประเทศต้องทำสงคราม แต่หมายถึงการเตรียมเศรษฐกิจให้มีความทนทานต่อวิกฤต และสามารถดำรงอยู่ได้แม้โลกจะปั่นป่วน ซึ่งความแตกต่างสำคัญระหว่าง เศรษฐกิจปกติ กับ เศรษฐกิจภาวะสงคราม ก็เช่น
• เศรษฐกิจปกติเน้น ประสิทธิภาพและกำไรสูงสุด
• เศรษฐกิจภาวะสงครามเน้น ความมั่นคงและความอยู่รอดของรัฐ
พูดง่ายๆ คือ ผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศจะต้องคิดว่า “อะไรปลอดภัยที่สุด”แทนการคิดว่า“อะไรถูกที่สุด”
เพราะหากโลกเข้าสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ประเทศที่ยังยึดติดกับตรรกะเศรษฐกิจแบบปกติ จะเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุด ดังนั้นรัฐบาลไทยควรเริ่มปรับกรอบนโยบายเศรษฐกิจไปสู่ war economy แบบเชิงป้องกัน อย่างน้อยใน 5 ด้านสำคัญ
1. ความมั่นคงด้านอาหารและยา (Food and Drug Security):
ไทยไม่ควรพอใจกับการเป็นเพียงประเทศผู้ส่งออกอาหาร แต่ต้องมีระบบคลังอาหารเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ เช่น ข้าว ธัญพืช ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และยารักษาโรค เพราะในโลกที่เกิดสงครามยืดเยื้อ อาหารและยาสามารถกลายเป็นอาวุธทางการเมืองได้ทันที
2. ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security):
ความผันผวนของราคาพลังงานในโลกยุคสงคราม สามารถทำลายเศรษฐกิจทั้งประเทศได้ รัฐควรเพิ่มการลงทุนในพลังงานภายในประเทศ การสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และการกระจายแหล่งพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มการพึ่งพาตนเองทางพลังงาน
3. การพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Strategic Industries)
สินค้าเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยา เวชภัณฑ์ ชิปอิเล็กทรอนิกส์ขั้นพื้นฐาน เทคโนโลยีสื่อสาร และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ควรได้รับการพัฒนาจากในประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก
4. นโยบายการคลังเพื่อความมั่นคง (Security-Oriented Fiscal Policy):
งบประมาณของรัฐควรจัดสรรส่วนหนึ่ง เพื่อสร้างความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ กองทุนสำรองฉุกเฉิน และการพัฒนาเทคโนโลยีความมั่นคง
5. ระบบระดมกำลังทางอุตสาหกรรม (Industrial Mobilization):
รัฐควรวางแผนล่วงหน้าให้ภาคอุตสาหกรรม สามารถปรับสายการผลิตได้ในภาวะวิกฤต เช่น โรงงานพลเรือน ที่สามารถเปลี่ยนมาผลิตเวชภัณฑ์ อุปกรณ์สื่อสาร หรือยุทโธปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางทหาร โดยประเทศที่จะอยู่รอดในศตวรรษนี้ จะไม่ใช่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด แต่คือประเทศที่ มีระบบเศรษฐกิจที่ทนทานต่อวิกฤตที่สุด
ทั้งนี้ การปรับเข้าสู่ เศรษฐกิจภาวะสงคราม ไม่ใช่การเตรียมไปทำสงคราม แต่คือการเตรียม ไม่ให้ประเทศล่มสลายในวันที่โลกปั่นป่วน
ด้วยความปรารถนาดี
