svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดเหตุผลศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง “หมอเกศ” 10 ปี

04 มี.ค. 2569

เปิดเหตุผลศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง "หมอเกศ" 10 ปี กรณีอ้างใช้ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ที่ไม่ได้รับรอง สมัคร สว.

4 มีนาคม 2569 ศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ ลต สว 11/2568ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือหมอเกศ ผู้คัดค้าน เรื่อง พรป.ว่าด้วยการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ (ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) กรณีผู้คัดค้าน ใช้ตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลง สมัคร สว.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริง รับฟังเป็นยุติว่า ตามที่ได้มี พรก.ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า "ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย" สถาบันแคลิฟอร์เนียร์

 

หมอเกศ

 

ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษา และมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ "ศาสตราจารย์" สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้ การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564 และ ระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของบุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์

 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่

 

เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงาน เป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า "ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย" ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้

 

ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ในส่วนข้อที่ 1 เห็นว่า แม้ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศระบุในเอกสารแบบข้อมูล แนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้องไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน

 

เปิดเหตุผลศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “หมอเกศ”

 

การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พรป.

 

ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย  ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป

 

การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62

 

พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

 

ต่อมา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ซึ่งได้ร่วมฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว ออกมาเปิดเผยว่า ตนในฐานะที่เป็นผู้ร้องเรียนคดีดังกล่าว รู้สึกพึงพอใจกับผลคำพิพากษา ก่อนหน้านี้ กกต. จะวินิจฉัยเพียงแค่เรื่องของวุฒิการศึกษา แต่ต้นได้คัดค้านไปว่า มันมีประเด็นเรื่องตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์ที่มีปัญหาเรื่องของการรับรองในประเทศไทย จึงนำมาสู่คำวินิจฉัยของ กกต. ที่มายื่นสู่ศาลในวันนี้ จึงหวังว่า คดีของหมอเกศจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคงไม่ติดใจที่จะดำเนินการใดๆ กับทางหมอเกศอีก เพราะมองว่าที่ผ่านมาหมอเกศก็คงเหนื่อยมามากพอแล้ว รู้สึกเห็นใจตัวหมอเกศด้วยซ้ำตั้งแต่วันที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของการศึกษา

 

ส่วนการตัดสินในวันนี้เป็นเพียงแค่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ในส่วนของคดีอาญา เข้าใจว่า กกต. จะต้องเป็นผู้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับหมอเกศ ในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (4) ที่มีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี โดยยืนยันว่า ตนเองจะไม่ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษหมอเกศในเรื่องนี้ เพราะส่วนตัวรู้สึกเห็นใจหมอเกศ และอยากให้เรื่องระหว่างตนกับหมอเกศจบลงแต่เพียงเท่านี้

 

แต่ทาง กกต. จะดำเนินการยื่นฟ้องดำเนินคดีทางอาญาเมื่อไหร่นั้น ก็คงต้องจับตากันต่อไป ได้แต่คาดหวังว่า กกต. อาจเตรียมทำคำร้องเอาไว้แล้ว แต่ขอให้ทาง กกต. ดำเนินการให้เป็นบรรทัดฐานในคดีสภาระดับประเทศ เหมือนกับที่เคยดำเนินการฟ้องดำเนินคดีทางอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นในกรณีแบบเดียวกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ กกต. ยังไม่ดำเนินการฟ้องดำเนินคดีอาญากับนายสมชาย เล่งหลัก อดีตสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีตั้งแต่ปี 2567