แม้ว่าสงครามในครั้งนี้ยังไม่ยุติลง แต่เราก็เห็นได้บ้างแล้วว่า:
1. สงครามในครั้งนี้ ดูเหมือนกับว่าจะเป็น "สงครามฉวยโอกาส" ของฝ่ายหนึ่ง และเป็น "สงครามเพื่อความถูกต้อง" ของอีกฝ่ายหนึ่ง
เหตุเพราะทราบกันมาสักพักแล้วว่า อิหร่านอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เมื่อปีที่ผ่านมาได้ถูกอิสราเอลทำลายขีดความสามารถทางอากาศและทางการรบไปหลายส่วน เศรษฐกิจก็ตกต่ำลง และยังต้องเผชิญกับการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงของประชาชนอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรอบเกือบ 50 ปี
ดังนั้น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องน่าจะมองว่าไม่มีโอกาสใดที่ดีเท่านี้อีกแล้วที่จะ "เปลี่ยนระบอบ" (Regime change) ในอิหร่าน ทั้งนี้จะเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือของชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งก็แล้วแต่
แต่อิหร่านก็มองว่าการพัฒนาอาวุธต่าง ๆ นั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองที่สำคัญต่อความอยู่รอดปลอดภัย และเป็นไปตามกติกาสากล แม้จะล่อแหลมต่อการเผชิญหน้ากับหลายประเทศ
ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตรให้อิหร่านยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร เช่น ฮามาส ฮิซบุลลอฮ์ หรือฮูตี ก็เป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ยากเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของอิหร่านและเป็นปัจจัยในการต่อรองกับชาติอาหรับที่ไม่เป็นมิตร
และเรื่องที่ต้องการให้อิหร่านยุติการกระทำต่าง ๆ ต่อประชาชนชาวอิหร่านที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้น แม้บางส่วนจะชัดเจนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากล แต่รัฐบาลและชาวอิหร่านอีกส่วนหนึ่งก็มองว่าเป็นเรื่องกิจการภายในประเทศที่ไม่ควรถูกแทรกแซง
สหรัฐฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะอิสราเอลนั้น กำลังอยู่ที่จุดสูงสุดอีกครั้งในด้านกำลังรบและทางการเมืองที่มีผู้นำเช่น ปธน.ทรัมป์ แม้ว่าคะแนนนิยมของทั้งสองผู้นำตกต่ำลงเป็นอันมาก ต่างก็เห็นว่าภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากอิหร่านนั้น เป็นสิ่งที่ "ไม่มีวันยอมรับได้" และไม่สามารถจะเจรจากับผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เพราะแข็งกร้าวเกินไป
สงครามที่เกิดขึ้นจึงเป็นการตัดสินในทางการเมืองของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นสำคัญ และต้องมีการ "บริหารชัยชนะแบบจำกัด" (โดยไม่ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดครอง) และสหรัฐฯ ก็พร้อมประกาศชัยชนะทุกเมื่อเพราะได้สังหารผู้นำและทำลายขีดความสามารถหลักๆ ของอิหร่านได้แล้ว แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่มีใครสามารถหยุดความคิดหรือความพยายามของผู้นำอิหร่านหรือชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยในการป้องกันตนเองหรือต่อสู้กับสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตรได้ง่าย ๆ
การเข้าสู่สงครามของสหรัฐฯ และพันธมิตรในครั้งนี้ จึงดูเหมือนกับจะไม่ใช่เพื่อกำจัด "ภัยคุกคามอย่างยิ่งยวดเฉพาะหน้า" (Immanent, clear and present danger) โดยเฉพาะจากอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน (ที่ยังไม่มี) แต่เป็นเรื่องอื่น ๆ ที่ยากต่อการอธิบายและหาความชอบธรรม ยกเว้นด้วยเหตุผลทางการเมืองโลกและระหว่างประเทศเป็นหลัก
2. "สงครามส่วนตัว" หรือ"สงครามเพื่อส่วนรวม" สำหรับสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว อาจจะมีปัจจัยความต้องการส่วนตัวของปธน.ทรัมป์และนรม.เนธันยาฮูเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย หลายฝ่ายก็ได้ตั้งข้อสังเกตไปแล้ว เช่น เหตุผลทางการเมืองการเลือกตั้ง เรื่องคะแนนนิยมที่ลดน้อยถอยลง และเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พลังงาน และอื่น ๆ ที่จะได้จากตะวันออกกลาง รวมทั้งการสกัดกั้น จีน รัสเซีย และชาติอื่น ๆ
ที่เข้าถึงแหล่งพลังงาน แร่หายาก และกำลังเพิ่มบทบาทและอิทธิพลเพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการสนับสนุนในด้านอาวุธยุโธปกรณ์และอื่น ๆ
ดังนั้น เราจึงต้องแยกคิดเป็นสองส่วนว่า สาเหตุที่แท้จริงของสงครามในครั้งนี้คืออะไร เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ก่อสงครามเพื่อเพิ่มคะแนนนิยม ("Wag the dog") หรือส่วนรวม (National Interests) เพื่อความมั่นคงปลอดภัย และเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล หรือผสมกันอย่างไร เพราะอาจจะทำให้คนทั่ว ๆ ไปสับสน และที่สำคัญ อาจจะทำให้บางประเทศหันไปสนับสนุนบางฝ่ายโดยไม่จำเป็นและสุ่มเสี่ยงต่อตนเอง
3. ผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง ทั้งชาวอิหร่านและชาวตะวันออกกลางนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนที่สนับสนุนอเมริกาและพันธมิตร (อย่างที่เห็นออกมาบนถนนในอิหร่านและประเทศต่าง) และส่วนที่ประกาศต่อสู้ทุกรูปแบบกับความไม่ยุติธรรมและผิดกฏหมายระหว่างประเทศที่มองว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรได้กระทำต่อตน
ในส่วนหลังนี้ ถ้าเข้มข้นมาก ๆ และยืดหยัดด้วยความเชื่อมั่นในความถูกต้องของตนเอง ของหลักศาสนา หรือตาม
กติกา กฏหมายระหว่างประเทศ (อย่างที่บางฝ่ายมองอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตไปแล้ว) อิหร่านและพันธมิตรก็จะยืนหยัดต่อสู้ใน "สงครามตลอดกาล" (A forever war) โดยเฉพาะในรูปแบบของ "สงครามอสมมาตร" หรือสงครามการก่อการร้ายในทุกรูปแบบและในทุกภูมิภาคทุกแห่งต่อสหรัฐฯและพันธมิตร หากมีโอกาส
4. สุดท้ายแล้ว สงครามและความขัดแย้งในครั้งนี้ ก็จะกระทบกับทุกคน รวมทั้งประชาชนไทย แรงงานไทย ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่นับเรื่องราคาพลังงาน ทองคำ ฯลฯ หรือการขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยว หรือการเป็นศูนย์กลางธุรกิจ พลังงาน และอื่น ๆ ของชาติอาหรับหลาย ๆ ชาติในตะวันออกกลางอย่างโกลาหลเช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น นานาชาติจึงจำเป็นต้องเร่งรัดให้ทุกฝ่ายยุติการใช้กำลังทางทหารโดยเร็ว และกลับไปสู่การเจรจาที่ยังค้างคากันอยู่ ซึ่งก็ค่อนข้างแน่นอนว่า คงจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำหรือต้องการอะไรเพื่อส่วนตัวหรือส่วนรวม แต่คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัดในขณะนี้คือ "เมื่อไร"