svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"ไชยันต์" ถาม "ปณิธาน"ตอบ ถ้า"ทรัมป์" ไม่เป็นประธานาธิบดี ยังจะเกิดสงครามแบบนี้หรือไม่

03 มี.ค. 2569

สองนักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ แลกเปลี่ยนมุมมอง ต่อสถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อ "อิสราเอล" ภายใต้การสนับสนุนของ"สหรัฐ" เปิดฉากถล่ม "อิหร่าน" เด็ดหัวผู้นำสูงสุด นี่คือ สงครามฉวยโอกาส หรือ สงครามเพื่อส่วนรวม?

3 มีนาคม 2569  กลายเป็นประเด็นคำถามชวนคิดวิเคราะห์ เมื่อสองนักวิชาการรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แลกเปลี่ยนความเห็น ต่อเหตุการณ์ความตรึงเครียดในวันตะวันออกกลาง เมื่อ "อิสราเอล" ภายใต้การสนับสนุน"สหรัฐ" เปิดฉากถล่ม "อิหร่าน" สังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน ด้วยการโพสต์ตั้งคำถามของศาสตราจารย์ ไชยันต์  ไชยพร  อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า  ถ้า "ทรัมป์" ไม่เป็นประธานาธิบดี ยังจะเกิดสงครามแบบนี้ไหม?  หรือไม่ว่าใครเป็น ก็เกิดอยู่ดี"

ศาสตราจารย์ ไชยันต์  ไชยพร  อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปรากฎว่า โพสต์คำถามของ ศาสตราจารย์ไชยันต์  ชวนให้ นักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมือง รวมถึงผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างกว้างขวาง และหนึ่งในผู้เข้าร่วมให้ความเห็น ปรากฎ รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนับเป็นการให้ข้อมูลจากนักวิชาการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

"ไชยันต์" ถาม "ปณิธาน"ตอบ ถ้า"ทรัมป์" ไม่เป็นประธานาธิบดี ยังจะเกิดสงครามแบบนี้หรือไม่

"ไชยันต์" ถาม "ปณิธาน"ตอบ ถ้า"ทรัมป์" ไม่เป็นประธานาธิบดี ยังจะเกิดสงครามแบบนี้หรือไม่

ทั้งนี้ รศ.ดร. ปณิธาน ได้โพสต์บทความเมื่อวันที่ 2 มีนาคมว่า  "สงครามฉวยโอกาส" หรือ "สงครามเพื่อความถูกต้อง" กันแน่?

ตามคาดนะครับ พูดกันว่าจะเกิดสงครามกันมานับสัปดาห์ และจะออกมาในรูปแบบไหน (ชมคลิปเก่าข้างล่างได้ครับ)

แต่สงครามก็มาเร็วก่อนกำหนดเล็กน้อย เพราะดูเหมือนอิหร่านจะไหวตัวว่าสหรัฐฯ คงลงมือแน่ และก็จริง ซึ่งก็น่าเสียใจที่การเจรจา 2-3 ครั้งที่เพิ่งผ่านไปนั้นล้มเหลว และก็ทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและคนสำคัญอื่น ๆ กว่า 50 คนเสียชีวิต ที่สำคัญยังทำให้พลเรือน เด็ก ผู้หญิง และคนที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิตอีก ไม่นับทหารอเมริกัน ทหารอิหร่าน และชาวอาหรับและชาติอื่น ๆ ด้วย

แม้ว่าสงครามในครั้งนี้ยังไม่ยุติลง แต่เราก็เห็นได้บ้างแล้วว่า:

1. สงครามในครั้งนี้ ดูเหมือนกับว่าจะเป็น "สงครามฉวยโอกาส" ของฝ่ายหนึ่ง และเป็น "สงครามเพื่อความถูกต้อง" ของอีกฝ่ายหนึ่ง

เหตุเพราะทราบกันมาสักพักแล้วว่า อิหร่านอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เมื่อปีที่ผ่านมาได้ถูกอิสราเอลทำลายขีดความสามารถทางอากาศและทางการรบไปหลายส่วน เศรษฐกิจก็ตกต่ำลง และยังต้องเผชิญกับการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงของประชาชนอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรอบเกือบ 50 ปี

ดังนั้น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องน่าจะมองว่าไม่มีโอกาสใดที่ดีเท่านี้อีกแล้วที่จะ "เปลี่ยนระบอบ" (Regime change) ในอิหร่าน ทั้งนี้จะเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือของชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งก็แล้วแต่

แต่อิหร่านก็มองว่าการพัฒนาอาวุธต่าง ๆ นั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองที่สำคัญต่อความอยู่รอดปลอดภัย และเป็นไปตามกติกาสากล แม้จะล่อแหลมต่อการเผชิญหน้ากับหลายประเทศ

ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตรให้อิหร่านยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร เช่น ฮามาส ฮิซบุลลอฮ์ หรือฮูตี ก็เป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ยากเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของอิหร่านและเป็นปัจจัยในการต่อรองกับชาติอาหรับที่ไม่เป็นมิตร

และเรื่องที่ต้องการให้อิหร่านยุติการกระทำต่าง ๆ ต่อประชาชนชาวอิหร่านที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้น แม้บางส่วนจะชัดเจนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากล แต่รัฐบาลและชาวอิหร่านอีกส่วนหนึ่งก็มองว่าเป็นเรื่องกิจการภายในประเทศที่ไม่ควรถูกแทรกแซง

สหรัฐฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะอิสราเอลนั้น กำลังอยู่ที่จุดสูงสุดอีกครั้งในด้านกำลังรบและทางการเมืองที่มีผู้นำเช่น ปธน.ทรัมป์ แม้ว่าคะแนนนิยมของทั้งสองผู้นำตกต่ำลงเป็นอันมาก ต่างก็เห็นว่าภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากอิหร่านนั้น เป็นสิ่งที่ "ไม่มีวันยอมรับได้" และไม่สามารถจะเจรจากับผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เพราะแข็งกร้าวเกินไป

ศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

สงครามที่เกิดขึ้นจึงเป็นการตัดสินในทางการเมืองของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นสำคัญ และต้องมีการ "บริหารชัยชนะแบบจำกัด" (โดยไม่ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดครอง) และสหรัฐฯ ก็พร้อมประกาศชัยชนะทุกเมื่อเพราะได้สังหารผู้นำและทำลายขีดความสามารถหลักๆ ของอิหร่านได้แล้ว แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่มีใครสามารถหยุดความคิดหรือความพยายามของผู้นำอิหร่านหรือชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยในการป้องกันตนเองหรือต่อสู้กับสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตรได้ง่าย ๆ

การเข้าสู่สงครามของสหรัฐฯ และพันธมิตรในครั้งนี้ จึงดูเหมือนกับจะไม่ใช่เพื่อกำจัด "ภัยคุกคามอย่างยิ่งยวดเฉพาะหน้า" (Immanent, clear and present danger) โดยเฉพาะจากอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน (ที่ยังไม่มี) แต่เป็นเรื่องอื่น ๆ ที่ยากต่อการอธิบายและหาความชอบธรรม ยกเว้นด้วยเหตุผลทางการเมืองโลกและระหว่างประเทศเป็นหลัก

2. "สงครามส่วนตัว" หรือ"สงครามเพื่อส่วนรวม" สำหรับสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว อาจจะมีปัจจัยความต้องการส่วนตัวของปธน.ทรัมป์และนรม.เนธันยาฮูเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย หลายฝ่ายก็ได้ตั้งข้อสังเกตไปแล้ว เช่น เหตุผลทางการเมืองการเลือกตั้ง เรื่องคะแนนนิยมที่ลดน้อยถอยลง และเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พลังงาน และอื่น ๆ ที่จะได้จากตะวันออกกลาง รวมทั้งการสกัดกั้น จีน รัสเซีย และชาติอื่น ๆ

ที่เข้าถึงแหล่งพลังงาน แร่หายาก และกำลังเพิ่มบทบาทและอิทธิพลเพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการสนับสนุนในด้านอาวุธยุโธปกรณ์และอื่น ๆ

ดังนั้น เราจึงต้องแยกคิดเป็นสองส่วนว่า สาเหตุที่แท้จริงของสงครามในครั้งนี้คืออะไร เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ก่อสงครามเพื่อเพิ่มคะแนนนิยม ("Wag the dog") หรือส่วนรวม (National Interests) เพื่อความมั่นคงปลอดภัย และเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล หรือผสมกันอย่างไร เพราะอาจจะทำให้คนทั่ว ๆ ไปสับสน และที่สำคัญ อาจจะทำให้บางประเทศหันไปสนับสนุนบางฝ่ายโดยไม่จำเป็นและสุ่มเสี่ยงต่อตนเอง

3. ผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง ทั้งชาวอิหร่านและชาวตะวันออกกลางนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนที่สนับสนุนอเมริกาและพันธมิตร (อย่างที่เห็นออกมาบนถนนในอิหร่านและประเทศต่าง) และส่วนที่ประกาศต่อสู้ทุกรูปแบบกับความไม่ยุติธรรมและผิดกฏหมายระหว่างประเทศที่มองว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรได้กระทำต่อตน

ในส่วนหลังนี้ ถ้าเข้มข้นมาก ๆ และยืดหยัดด้วยความเชื่อมั่นในความถูกต้องของตนเอง ของหลักศาสนา หรือตาม

กติกา กฏหมายระหว่างประเทศ (อย่างที่บางฝ่ายมองอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตไปแล้ว) อิหร่านและพันธมิตรก็จะยืนหยัดต่อสู้ใน "สงครามตลอดกาล" (A forever war) โดยเฉพาะในรูปแบบของ "สงครามอสมมาตร" หรือสงครามการก่อการร้ายในทุกรูปแบบและในทุกภูมิภาคทุกแห่งต่อสหรัฐฯและพันธมิตร หากมีโอกาส

4. สุดท้ายแล้ว สงครามและความขัดแย้งในครั้งนี้ ก็จะกระทบกับทุกคน รวมทั้งประชาชนไทย แรงงานไทย ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่นับเรื่องราคาพลังงาน ทองคำ ฯลฯ หรือการขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยว หรือการเป็นศูนย์กลางธุรกิจ พลังงาน และอื่น ๆ ของชาติอาหรับหลาย ๆ ชาติในตะวันออกกลางอย่างโกลาหลเช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น นานาชาติจึงจำเป็นต้องเร่งรัดให้ทุกฝ่ายยุติการใช้กำลังทางทหารโดยเร็ว และกลับไปสู่การเจรจาที่ยังค้างคากันอยู่ ซึ่งก็ค่อนข้างแน่นอนว่า คงจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำหรือต้องการอะไรเพื่อส่วนตัวหรือส่วนรวม แต่คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัดในขณะนี้คือ "เมื่อไร"