"นายกฯ" แถลงรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง บอกไทยมี "ผลกระทบ" บ้างแต่ยังรับมือได้ "สำรองพลังงานแล้ว"
02 มี.ค. 2569
"นายกฯ" แถลงรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง บอกไทยมี "ผลกระทบ" บ้างแต่ยังรับมือได้ "สำรองพลังงานแล้ว" ย้ำทุกวิกฤตมีโอกาส จะพยายามทุกวิถีทาง
ข่าว
02 มี.ค. 2569
"นายกฯ" แถลงรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง บอกไทยมี "ผลกระทบ" บ้างแต่ยังรับมือได้ "สำรองพลังงานแล้ว" ย้ำทุกวิกฤตมีโอกาส จะพยายามทุกวิถีทาง
2 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและมหาดไทย นำแถลงผลประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า วันนี้มีการประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่ตะวันออกกลางที่มีความขัดแย้ง โดยตนได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้มีมาตรการต่างๆ รองรับ ซึ่งมีการแถลงรายละเอียดไปแล้ว
ส่วนช่วงบ่ายได้มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เชิญประชุมกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมรับทราบปัญหา แนวทางในการรับมือ และแก้ปัญหา
โดยที่ประชุมวันนี้ ได้รับทราบมาก่อนว่าขณะนี้ผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยมีผลกระทบอยู่บ้างแต่ยังอยู่ในระดับที่เราจะเร่งทำการรับมือและแก้ไข ไม่ให้ผลกระทบรุนแรง และจะพยายามใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาสสำหรับประเทศไทย ซึ่งในทุกวิกฤตมีโอกาส เราพยายามสร้างโอกาสเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด
นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมมีตัวแทนภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบถึงสถานการณ์ และรับฟังความเห็น ข้อชี้แนะ แนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยดำเนินการสนับสนุน เพราะฉะนั้นในภาพรวมตนได้หารือกับทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะประชุมว่า เรามีการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งถือว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆ ทั้งค่าขนส่งสินค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่งแน่นอน ส่วนการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังสูง ซึ่งราคาก็น่าจะมีผลกระทบแต่คงไม่มากนัก และกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปค ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ ในส่วนของประเทศไทยทางด้านพลังงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และพลังงานต่างๆไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก
ส่วนการให้ความช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย ทางกระทรวงต่างประเทศได้ประสานมอบหมายให้สถานทูตแต่ละประเทศ อำนวยความสะดวกเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ ให้มีความปลอดภัย และดำรงชีวิตต่อได้ถ้าเขาไม่ประสงค์ที่จะเดินทางกลับ แต่ถ้าเขาประสงค์จะกลับ ก็จะดำเนินการช่วยเหลือในทุกวิถีทาง ซึ่งรัฐบาลได้ประสานกับ กระทรวงคมนาคมและกองทัพ ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดอากาศยานไปรับ โดยเฉพาะในอิหร่านกลับสู่ประเทศไทย ก็ได้เตรียมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ในที่ประชุมส่วนใหญ่เป็นการเร่งแก้ปัญหา และให้เกิดผลกระทบต่อทุกภาคส่วนให้น้อยที่สุด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยได้เชิญทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ ได้รับทราบสถานการณ์ และปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าวในตะวันออกกลาง มีกระทบต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ ในอิหร่าน ซึ่งได้ทำให้ราคาพลังงานขึ้นสูงสุดระยะสั้น ก่อนปรับลงมาเหลือ 5% ซึ่งตลาดน้ำมันมีอุปทานส่วนเกินอยู่แล้ว จึงทำให้ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่กระทรวงพลังงานของไทยได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนน้ำมัน เพื่อดูแลผลกระทบระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพอระยะสั้น 60 วัน สามารถบรรเทาผลกระทบได้ และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งพลังงานใหม่
นายเอกนิติ เปิดเผยว่า มีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะการส่งออกไปตะวันออกกลางน้อย และตัวเลขการนำเข้าน้อยเช่นกัน แต่อาจส่งผลกระทบค่าระวางเรือ และค่าพรีเมียม ที่อาจทำให้เกิดผลกระทบด้านการขนส่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะไปหารือกับภาคเอกชนต่อไป
นายเอกนิติ ระบุว่า มีไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยมีน้อย แต่อาจเป็นโอกาสระยะยาว ที่สายการบินต่าง ๆ ที่ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลาง อาจได้รับผลกระทบ และเป็นโอกาสให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย ที่จะทำหน้าที่การเป็นศูนย์กลางการบินแทน
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงผลกระทบด้านตลาดเงิน และตลาดทุนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เริ่มหาสินทรัพย์ปลอดภัย จึงทำให้มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เช่น ราคาทองคำ แต่ค่าเงินของประเทศไทย มีเสถียรภาพมาก และประเทศไทย มีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก สามารถรับความเสี่ยงในตลาดเงินและตลาดทุนได้ ธนาคารพาณิชย์ มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ
นายเอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงานจะดูแลต่อไป
นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า รัฐบาลไทย จะคว้าโอกาสจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่นักลงทุนอาจย้ายฐานการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ ที่ประเทศไทยจะต้องคว้าโอกาสในด้านต่าง ๆ และใช้โอกาสที่ประเทศไทยมีความเป็นกลาง เหมาะสมคว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจให้ได้
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบด้านการค้ากลุ่มประเทศที่มีความขัดแย้งโดยตรงในตะวันออกกลางว่า ยังมีผลกระทบจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้จากนำเข้า-ส่งออกของไทยยังมีไม่มาก ทั้งอิสราเอล และอิหร่าน จึงไม่กระทบมาก แต่สิ่งจะต้องระวัง คือ ภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม เพราะตลาดดังกล่าวมีมูลค่าการค้าเพียง 4-5% แม้ไม่มากแต่มีความสำคัญ รวมถึงการเฝ้าระวังในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่ง โดยเฉพาะในยุโรป ที่อาจได้รับผลกระทบต่อค่าระวางเรือ และการเดินทางอ้อมที่จะต้องเฝ้าระวัง ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ จึงมีมาตรการหลัก 6 มาตรการ ดูแลในช่วงนี้ อาทิ การติดตามบริหารราคาสินค้าบริโภคในประเทศ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา, การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง เช่น พลังงาน, การตั้งศูนย์รับข้อเสนอ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออก แต่มีข้อติดขัด สามารถติดต่อได้ที่ 1169 ทั้งปัญหาการบริหารจัดการการขนส่ง หรือปัญหาการประสานงานกับผู้ขนส่งทางเรือ และการบริหารการทำงานร่วมกันอย่างเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ไทยทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบในตะวันออกกลาง ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูล และร่วมกันวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น
ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า รัฐบาลไทยห่วงใยสถานการณ์ในขณะนี้ เนื่องจาก มีผลกระทบต่อความมั่นคง และเศรษฐกิจในภูมิภาคและโลก ซึ่งไทยต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาผ่านสันติวิธี และการทูต ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญการดูแลคนไทยกว่า 100,000 คนในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแผนแล้วทั้ง การดูแลความปลอดภัย และการช่วยเหลือกลับประเทศ หรืออพยพ โดยเฉพาะที่อิหร่าน เนื่องจาก มีการโจมตีรุนแรง ซึ่งสถานทูตได้มีการประสานงานใกล้ชิด และมีผู้แสดงความจำนงแล้วประมาณ 40 คน แต่การเดินทางยังค่อนข้างลำบาก เพราะจะต้องใช้ทางบก แต่สถานทูตฯ ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก และสำรองที่นั่งเครื่องบินพาณิชย์ให้ หรือหากมีความจำเป็น ก็จะจัดเที่ยวบินพิเศษให้
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลางว่า กระทรวงแรงงาน มีการตั้งศูนย์เร่งด่วนในการดูแลแรงงานในตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอิสราเอล กว่า 65,000 ราย ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยค่อนข้างดี จึงยังมีผู้แสดงความต้องการอพยพน้อยไม่ถึง 10 คน แต่ในอิหร่านมีแรงงานผู้แสดงความจำนง ขออพยพราว 40 ราย ส่วนกลุ่มประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางยังเฝ้าระวัง และสามารถทำงานได้ปกติ ซึ่งกระทรวงแรงงาน ยังคงประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานสามารถกลับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระทรวงแรงงาน ได้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรง หรือยืดเยื้อ ทูตแรงงานก็พร้อมติดตามแรงงานไทยในตะวันออกกลางให้มีความปลอดภัย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยจำนวนนักท่องเที่ยว และผู้โดยสารชาวตะวันออกกลางที่ตกค้างในประเทศไทยว่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีไฟล์ทบินถูกยกเลิกราว 130 ไฟล์ทบิน มีผู้โดยสารตกค้างกว่า 9,000 คน, สนามบินดอนเมือง มีผู้ตกค้าง 200 คน, สนามบินภูเก็ต ถูกยกเลิกไฟล์ทบิน 36 ไฟล์ท ผู้โดยสารตกค้างราว 5,500 คน ที่สนามบินเชียงใหม่ ผู้โดยสารตกค้าง 600 คน ซึ่งผู้โดยสารที่ตกค้างทั้งหมด สายการบินจะช่วยดูแลทั้งที่พัก และอาหาร และหลังจากนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถกลับประเทศได้ แต่หากเป็นผู้โดยสารที่เป็นชาวตะวันออกกลาง ก็จะช่วยประสานเดินทางกลับได้ให้มีความปลอดภัย
นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า ผู้โดยสารในตะวันออกกลางที่เดินทางมาท่องเที่ยว ในช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงการถือศีลอด ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวจะมีน้อย ผลกระทบแม้จะมีบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสให้ประเทศไทย ที่สายการบินยุโรป จะมา via ที่ตะวันออกกลาง แต่เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็มีการใช้บริการสายการบินไทยเต็มทุกที่นั่ง เพื่อไปยุโรป หรือจากยุโรปเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีค่าโดยสารที่แพงกว่า
ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลต่อ GDP ของประเทศไทยว่า มีการประเมินความเป็นไปได้ หากสงครามสิ้นสุดลงได้ใน 1 เดือน ผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซน้อย อาจทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 เหรียญ อาจทำให้ GDP ของไทยโตได้ 1.6% จากฐานเดิมในปี 2568 ที่ 2% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การขนส่งไม่สามารถทำได้ ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันพุ่งถึง 125 เหรียญ ก็อาจทำให้ GDP โต 1.3%
