svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

บทโต้ปรมาจารย์ กม. “ไม่ลับจริง” แต่ “ยังลับอยู่” ดรามาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

21 ก.พ. 2569

บทโต้ปรมาจารย์ กม. “ไม่ลับจริง” แต่ “ยังลับอยู่” ดรามาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด “เลือกตั้งส่อโมฆะ” เพราะการลงคะแนน “ไม่ลับจริง” สุดท้ายจบที่ศาลรัฐธรรมนูญจริงไหม?

21 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังปรมาจารย์กฎหมาย 2 ท่าน คือ อาจารย์วิษณุ เครืองาม กับ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ออกมาให้ทัศนะแนวๆ “เลือกตั้งส่อโมฆะ” เพราะการลงคะแนน “ไม่ลับจริง” ซึ่งหมายถึง “ต้องลับจนถึงวันสิ้นโลก” หรือ “ลับชั่วกัลปาวสาน” นั้น ปรากฏว่า ส่งผลต่อจิตวิทยาสังคมการเมืองพอสมควร เพราะเครดิตของนักกฎหมายทั้งสอง…สูงลิบ
 

แต่ข้ามมาเพียง 1 วัน ก็มีหลายฝ่ายออกมาโต้แย้ง พร้อมยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องออกมาตีแผ่
 

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า ประเด็น “ความลับของการลงคะแนน”  คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่กระแสความเห็นในโลกออนไลน์ หากแต่อยู่ที่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจชี้ขาดสูงสุดในประเด็นนี้
 

ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย กระบวนการเลือกตั้งย่อมต้องถูกถือว่า เป็นไปโดยชอบตามกฎหมายไว้ก่อน หลักการดังกล่าวเป็นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ความคลางแคลงทางการเมือง กลายเป็นเหตุล้มล้างกระบวนการเลือกตั้งโดยง่าย 

อาจารย์เชษฐา อธิบายต่อว่า ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบัน มักนำสถานการณ์ไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะมาเทียบเคียง แต่เมื่อพิจารณาเชิงข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งสองกรณีมีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

 - ในปี 2549 ปัญหาเกิดขึ้น ณ ขณะลงคะแนนในคูหา เนื่องจากมีการหันคูหาออกด้านนอก ทำให้ผู้คนสามารถเห็นการลงคะแนนได้โดยตรง ความไม่ลับจึงเกิดขึ้นทันทีและประจักษ์ต่อสายตา เป็นพฤติการณ์ชั้นเดียวที่พิสูจน์ได้ชัดเจน

 

 - แต่กรณีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ซึ่งมีการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หรือ บัตรสีชมพู นั้น ความลับยังคงมีอยู่ในช่วงลงคะแนน เพราะไม่สามารถทราบได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกผู้ใด เว้นแต่จะมีการนำบัตรไปสแกนรหัส นำไปเทียบกับต้นขั้ว และรู้ลำดับการรับบัตร ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ระบบเอกสารราชการและการควบคุมข้อมูลตามกฎหมาย  
 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การจะทำให้บัตรเลือกตั้งดังกล่าว “ไม่ลับ” ได้ ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้น และแต่ละขั้นล้วนอยู่ในสถานะความลับทางราชการ หากมีข้อมูลหลุดออกมา ก็อาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียเอง

 

บทโต้ปรมาจารย์ กม. “ไม่ลับจริง” แต่ “ยังลับอยู่” ดรามาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

 

 

ประเด็นนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่ กกต.ใช้ชี้แจงในชั้นศาลว่า การตั้งข้อสงสัยต่อความลับของบัตรเลือกตั้ง ตั้งอยู่บนสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการลงคะแนน
 

- อีกด้านหนึ่ง ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 วรรคท้าย เปิดช่องให้ กกต. กำหนดรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษบนบัตรเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง หาก กกต. สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้บาร์โค้ดมีเจตนาเพื่อป้องกันทุจริต ไม่ใช่เพื่อทำให้การลงคะแนนไม่ลับ ก็อาจถือเป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย
 

- นอกจากนี้ หลัก “ความได้สัดส่วน” ยังอาจถูกหยิบยกขึ้นพิจารณา หากยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการเปิดเผยการลงคะแนนของผู้ใดจริง การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอาจถูกตั้งคำถามว่ารุนแรงเกินสมควรหรือไม่ เมื่อเทียบกับข้อบกพร่องที่ยังเป็นเพียงข้อสงสัย
 

ด้วยเหตุนี้ ในมุมมองทางกฎหมาย โอกาสที่การเลือกตั้งจะถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ อาจยังอยู่ห่างจากความเป็นจริงในเวลานี้ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาไม่ใช่กระแสสังคม แต่คือข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเจตนาของผู้ออกแบบระบบเลือกตั้ง ว่าละเมิดหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
 

ย้ำว่า “จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด กระบวนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงยังต้องถูกถือว่าเป็นไปโดยชอบตามกฎหมาย”  
 

บทโต้ปรมาจารย์ กม. “ไม่ลับจริง” แต่ “ยังลับอยู่” ดรามาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด
 

บทโต้ปรมาจารย์ กม. “ไม่ลับจริง” แต่ “ยังลับอยู่” ดรามาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด