ประเด็นนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่ กกต.ใช้ชี้แจงในชั้นศาลว่า การตั้งข้อสงสัยต่อความลับของบัตรเลือกตั้ง ตั้งอยู่บนสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการลงคะแนน
- อีกด้านหนึ่ง ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 วรรคท้าย เปิดช่องให้ กกต. กำหนดรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษบนบัตรเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง หาก กกต. สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้บาร์โค้ดมีเจตนาเพื่อป้องกันทุจริต ไม่ใช่เพื่อทำให้การลงคะแนนไม่ลับ ก็อาจถือเป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย
- นอกจากนี้ หลัก “ความได้สัดส่วน” ยังอาจถูกหยิบยกขึ้นพิจารณา หากยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการเปิดเผยการลงคะแนนของผู้ใดจริง การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอาจถูกตั้งคำถามว่ารุนแรงเกินสมควรหรือไม่ เมื่อเทียบกับข้อบกพร่องที่ยังเป็นเพียงข้อสงสัย
ด้วยเหตุนี้ ในมุมมองทางกฎหมาย โอกาสที่การเลือกตั้งจะถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ อาจยังอยู่ห่างจากความเป็นจริงในเวลานี้ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาไม่ใช่กระแสสังคม แต่คือข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเจตนาของผู้ออกแบบระบบเลือกตั้ง ว่าละเมิดหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ย้ำว่า “จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด กระบวนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงยังต้องถูกถือว่าเป็นไปโดยชอบตามกฎหมาย”