จึงเกิดการตั้งคำถามว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดจะเท่ากับการออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไม่ลับจริงหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าการนิยามว่าลับหรือไม่ลับ เป็นการตั้งคำถามว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้หรือไม่ หากการออกเสียงจะต้องเป็นความลับ ก็จะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้ ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือเชิงปฏิบัติ
แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งความเห็นที่มองไม่ตรงกับพรรคประชาชน คือทาง กกต. ที่มองคำนิยามของคำว่า “ลับ” ว่าถือว่าลับ แม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในทางทฤษฎี
แต่ตรวจสอบได้ยากในเชิงปฏิบัติ ซึ่งในนิยามของ กกต. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ถือว่าเป็นการลงคะแนนแบบลับ เพราะ กกต. ยืนยันว่าเก็บรักษาบัตรไว้ในที่ปลอดภัย จึงอยากย้ำว่าแม้จะยอมรับคำนิยามตาม กกต.
แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากขนาดนั้น และไม่เกี่ยวข้องว่า กกต. เก็บบัตรเลือกตั้งไว้ปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งที่ กกต. เก็บรักษาไว้
เช่น เดินเข้าไปในคูหาและจำเลขต้นขั้วไว้ พอนับคะแนน ก็สามารถถ่ายบัตรทุกใบ แล้วสแกนดูบาร์โค้ดทีหลังได้ เพื่อดูว่าบุคคลนั้นเลือกพรรคที่ต้องการหรือไม่ และหาก กกต. ยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งของตนเองไม่มีปัญหา
วันที่ 22 นี้จะต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิม และต้องจับตาตอนนับคะแนนว่าจะไม่มีคำสั่งให้ กปน. ปิดบังบาร์โค้ด หรือทำอะไรที่แตกต่างจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์
นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ กกต. ได้เปิดเผยผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการทั้ง 400 เขตแล้ว ยกเว้นหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ จากการตรวจสอบ พรรคประชาชนจึงมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ
1. อยากให้ กกต. ยืนยันว่าปัจจุบัน หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ มีการเปิดเผยเอกสารรายงานผลคะแนน 5/18 ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง เพราะมีการร้องเรียนว่าบางหน่วยยังไม่มีเอกสารดังกล่าว
2. กกต. ควรเปิดเผยเอกสาร 5/18 ในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันเผยแพร่เป็นไฟล์ PDF หลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ยาก และเชื่อว่า กกต. มีข้อมูลในรูปแบบ Excel อยู่แล้ว
3. กกต. ควรเปิดเอกสาร 5/11 หรือใบคิดคะแนนรายหน่วย ให้ครบทุกหน่วย แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่หากเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยมากขึ้น เพราะประชาชนในพื้นที่สามารถโต้แย้งได้ เนื่องจากพบว่าใบขีดคะแนน 5/11 มีตัวเลขไม่ตรงกับเอกสาร 5/18
เมื่อถามว่าทาง กกต. ได้ชี้แจงกรณีใบนับคะแนน 5/11 ไปอยู่ที่บ่อขยะในจังหวัดสมุทรปราการว่า เอกสารดังกล่าวมีการชำรุด และการนับคะแนนสิ้นสุดลงแล้วนั้น
นายกิตติชัย กล่าวว่า ระเบียบของ กกต. ระบุชัดเจนว่าเอกสารหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย และต้องอยู่ในหีบบัตร เรื่องชำรุดหรือไม่ชำรุดเป็นเรื่องหลังจากเกิดขึ้นแล้ว แต่ประเด็นหลักคือแบบ 5/11 หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะ ไม่ได้อยู่ในสถานที่รวมคะแนน ดังนั้นเรื่องนี้ กกต. ต้องเร่งตรวจสอบ
เมื่อถามว่าจากการชี้แจงของ กกต. เหมือนจะไม่มีการดำเนินการต่อ
นายกิตติชัย มองว่า เรื่องนี้ กกต. สามารถไขข้อสงสัยได้จากหลักฐานทุกอย่าง หากเปิดแบบ 5/11 ได้ทุกเขต ก็เรียกร้องให้ทำ เช่นเดียวกับที่เปิดรายงานผลนับคะแนน 5/18
นายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า แบบ 5/11 ไม่ใช่เอกสารลับ แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ กกต. ก็สามารถเปิดเผยได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ส่วนการดำเนินคดี ม.157 กับ กกต. และเลขาธิการ กกต. นั้น นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย กำลังร่างคำฟ้องอยู่ คาดว่าจะยื่นอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า โดยต้องใช้เวลาเล็กน้อย เนื่องจากมีข้อมูลใหม่เข้ามาทุกวัน และต้องรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง
"หลักฐานในประเด็นหลักที่เราจะใช้ฟ้องร้อง คือเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพราะเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ และย้ำว่าจุดมุ่งหมายหลักของพรรคประชาชนในการตรวจสอบ กกต. ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง หรือไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เห็นว่าเรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ และต้องพิสูจน์ในเชิงเจตนาว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต หรือมีใครจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าว จึงใช้กลไกตามมาตรา 157 เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบทางกฎหมาย" นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า หากพิสูจน์แล้วบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะนั้น
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมี 2 กลุ่มความเห็น พรรคประชาชนยืนยันว่าการลงคะแนนโดยลับ จะต้องไม่สามารถตรวจย้อนกลับได้ว่าผู้ลงคะแนนเป็นใคร ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ ส่วนปลายทางจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
โดยมองว่า กกต. นิยามคำว่า “ลับ” ไม่เหมือนฝ่ายอื่น เพราะเมื่อสามารถตรวจสอบได้ในเชิงทฤษฎี ก็ถือว่าไม่ลับแล้ว ขณะที่นิยามของ กกต. เปิดช่องให้บางฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร
เมื่อถามว่าการที่ กกต. ไม่แถลงข่าว และออกเพียงจดหมายข่าวถึงสื่อมวลชน มีพิรุธหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของ กกต. มีความสำคัญ หากต้องการสร้างความเชื่อมั่น ควรตอบคำถามที่ประชาชนสงสัย และการสื่อสารทางเดียวผ่านจดหมายข่าวอาจไม่เพียงพอ ควรแถลงข่าวเป็นระยะเพื่อขจัดข้อสงสัย
ทั้งนี้ ภาพรวมสะท้อนปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากประชาชน เพราะประชาชนไม่มีสิทธิประเมินการทำงานหรือเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนได้ ดังนั้นหลังสภาเปิด พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อคืนสิทธิให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยมิชอบ ซึ่งเคยมีในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550
เมื่อถามถึงข้อมูลนักวิชาการที่ระบุว่ามีบัตรเขย่งกว่า 300,000 ใบ พรรคประชาชนได้ตรวจสอบหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลของ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและนักเขียน อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ กกต. ซึ่ง กกต. ยอมรับว่าเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ยาก ดังนั้น หากต้องการพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย วิธีที่ทำได้ทันทีคือการเปิดเผยแบบ 5/11 ให้ครบถ้วน