“เรืองไกร” ลาออก พปชร. ขอวางตัวเป็นอิสระ ตรวจสอบเลือกตั้ง
18 ก.พ. 2569
“เรืองไกร” ลาออก พปชร. ยังไม่ร่วมพรรคใด ขอวางตัวเป็นอิสระ ตรวจสอบเลือกตั้ง - สเปกเตอร์ ซี เชื่อปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ตรวจสอบหาเจ้าของบัตร เป็นไปได้ยาก
ข่าว
18 ก.พ. 2569
“เรืองไกร” ลาออก พปชร. ยังไม่ร่วมพรรคใด ขอวางตัวเป็นอิสระ ตรวจสอบเลือกตั้ง - สเปกเตอร์ ซี เชื่อปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ตรวจสอบหาเจ้าของบัตร เป็นไปได้ยาก
18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เดินทางมา ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเปิดเผยว่า วันนี้ตั้งใจมายื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ หลังลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วแต่ไม่ได้รับเลือก และด้วยขนาดของพรรคพลังประชารัฐที่เล็กลงในปัจจุบัน จึงมองว่า ตนต้องมีที่ยืน ซึ่งได้ตัดสินใจมาระยะหนึ่งแล้ว
นายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมาก็ได้เข้าไปแจ้งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ พร้อมรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ก็ได้สอบถามเหตุผล แต่ก็เคารพการตัดสินใจ พร้อมชวนว่า หากว่างก็ให้ไปกินข้าว และออกรายการด้วยกัน
ส่วนแนวทางหลังจากนี้ ยังไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง หรือจะไปสังกัดพรรคใด แต่ก็มีพรรคพวกมาชวน เช่น พรรคทางเลือกใหม่ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ เบื้องต้นวางแผนว่า หลังลาออกแล้วก็จะเดินหน้าตรวจสอบอิสระ ทั้งเรื่องของบาร์โค้ด และสเปกเตอร์ ซี แม้ไม่ได้สังกัดพรรคใด แต่ยังคงทำหน้าที่ในฐานะประชาชน
นายเรืองไกร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ว่า ส่วนตัวก็ได้ติดตามดู แต่มองว่า คนที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา อาจจะไม่แม่นกฎหมายเพียงพอ เพราะเรื่องโดยตรงและลับ ไม่ได้มีแค่ในมาตราา 85 แต่มีในมาตรา 83 วรรค 2 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยตรงและลับด้วย แต่ผู้ที่ออกมาร้องเรียนไม่ได้หยิบประเด็นตรงนี้ขึ้นมา และแม้ตอนนี้จะมีการไปร้องเรียนยัง ผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลปกครอง แต่ศาลก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา มีเพียงหมายเลขดำที่แสดงถึงการรับเรื่องไว้เท่านั้น ซึ่งสุดท้ายศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างไรยังต้องรอดูต่อไป
ส่วนกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง นายเรืองไกร กล่าวว่า การจะตรวจสอบบัตร 30-40 ล้านใบว่า เป็นของใครนั้น เป็นไปได้ยาก แม้แต่ผู้มีอำนาจ ก็ทำได้ยาก เพราะว่าไม่ได้มีเหตุจำเป็นในการจะไปเข้าไปเปิดหีบ เพื่อดูบัตรเลือกตั้งและต้นขั้ว และส่วนตัวเข้าใจในสิ่งที่ กกต. ชี้แจงออกมา แต่จะเกินเลยจาก TOR ที่ได้ทำ กับบริษัทจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งหรือไม่นั้น ให้ไปสนใจเรื่องบัตรเขย่งดีกว่า ซึ่ง กกต. ต้องหาสาเหตุของจำนวนบัตรต่างกันให้ได้ และหากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องของการลงคะแนนโดยตรงและลับก็ได้ แต่เป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรม คะแนนที่ออกมาก็อาจจะเชื่อถือไม่ได้ ดังนั้น คนที่พยายามก่อกระแสเรื่องนี้ ขอให้ดูกฎหมายให้ดี ซึ่งส่วนยังมองว่า มุมที่ไม่เป็นความลับ ก็น่าจะยังมีอยู่ ซึ่งอาจก็จะมีคนไปร้องเรียนก็ได้
ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองเก็บข้อมูล Laser ID ของสมาชิกพรรค นายเรืองไกร กล่าวว่า หากเขาต้องการจะเก็บ แล้วเราให้ ก็เป็นความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย แต่กฎหมายจะครอบคลุมหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บุคคลที่สามจะไปบอกว่า ทำไม่ได้ เวลาขึ้นศาล ศาลก็จะถามว่าเป็นการคาดเดา และกรณีที่มีคนเปรียบเทียบว่า การเก็บ Laser ID เทียบเท่ากับการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ส่วนตัวมองว่า Think too much คิดมากไป
ขณะที่กรณีสเปกเตอร์ ซี ที่มีการโจมตีพรรคประชาชนอยู่นั้น นายเรืองไกร มองว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และการให้ข้อมูลของนางสาวพรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่นั้น ให้ข้อมูลเยอะเกินไป อาจจะเป็นผลย้อนกลับเข้ามาที่ตัวเองได้ ซึ่งส่วนตัวได้เก็บรายละเอียดทั้งหมด อย่าง การพาสื่อมวลชนเข้าไปดู ก็เป็นเหมือนการพยายามแก้ต่าง ทำสิ่งที่ไม่ถูกให้ถูก และหากพรรคประชาชนเข้าไปก้าวก่าย มีส่วนถือหุ้นในบริษัทนั้น หรือนำเงินพัฒนากองทุนไปจ่ายเป็นค่าจ้าง หรือพรรคได้ประโยชน์ ก็เข้าข่ายถูกยุบพรรคได้ ซึ่งหากตนเองได้ตรวจสอบ ก็น่าจะยุ่ง แต่ตอนนี้ละไว้ก่อน เพราะส่วนตัวห่วงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ว่า จะสำเร็จหรือไม่
