ด้าน น.ส.กนกวัลย์ เปิดเผย ถึงการถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีทั้งๆที่ ว่า ตนไม่ได้กังวลใจอะไร เพราะมีทีมคอยดูแล ในส่วนข้อกล่าวหา มันไม่ได้มีข้อเท็จจริง ในการแจ้งข้อกล่าวหาต่างๆก็ไม่มีการยื่นพยานหลักฐาน จากนี้ก็จะต่อสู้ด้วยเท็จจริงและตามกฎหมายต่อไป
ส่วนในเรื่องของกล้องวงจรปิด ที่พบว่าข้อมูลหายไปวันสำคัญคือช่วงวันที่ 9 ก.พ. 69 นั้น
น.ส.กนกวัลย์ กล่าวว่า แน่นอนว่ามันมีข้อสงสัยอยู่แล้ว จึงตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหายไปแค่วันเดียวคือวันที่ 8 ก.พ. 69 แต่วันก่อนหน้าและหลังจากนั้นยังอยู่ครบข้อมูลยังอยู่ครบ ทำไมถึงหายในวันสำคัญที่มาใช้สถานที่
ส่วนข้อกล่าวหา ที่ กกต. เอาผิด ว่าตนขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไปยุ่งเกี่ยวกับเอกสาร ส่งผลให้เอกสารเสียหาย หากมีกล้องในวันที่ 8 ก.พ.นั้น จะทำให้เห็นชัดเจนว่ามันมีเอกสารอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว และยืนยันว่าตนไม่ได้ไปแตะต้องกับเอกสาร แต่มันอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วในกองขยะ หรือกองเอกสารที่ กกต.แถลง หากมีกล้องจะมีการยืนยัน ความบริสุทธิ์และข้อเท็จจริงของตนได้ดี
ขณะที่กองเอกสารดังกล่าวประชาชนมาพบเห็น ไม่ใช่ตัวของตน เพราะในเหตุการณ์มีประชาชนหลายคน และจริงๆเอกสารไม่ได้เจอแค่จุดเดียวเพราะเจอหลายจุด ซึ่งยืนยันว่า ไม่ได้หยิบหลักฐานมา แม้ว่าการที่ประชาชนไปหยิบเอกสารขึ้นมาโชว์ ไม่ได้เป็นการไปหยิบจากหีบมาอยู่ดี ทั้งที่เอกสารชุดนี้ควรจะอยู่ในหีบ หากภาพในกล้องวงจรปิดไม่สามารถกู้ได้จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป
น.ส.กนกวัลย์ กล่าวว่า ตอนนี้แค่มีข่าวออกไปว่าไฟล์กล้องวงจรปิดหายไป ก็ทำให้เห็นได้ ว่ามีการกระทำบางอย่างที่ทำให้ไฟล์กล้องวงจรปิดหายไป รวมถึงเป็นข้อพิรุธอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงหายไปเฉพาะวันนั้น อีกทั้งยังเป็นหลักฐาน ที่ดีในการใช้ต่อสู้ของตัวเองนอกเหนือจากคลิปไลฟ์สด เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ของทางราชการติดตั้งไว้จริงๆ ไม่ใช่ภาคประชาชนเป็นคนติดตั้ง จึงคาดหวังว่า กกต.ไม่ปัดตกหลักฐานชิ้นนี้เหมือนการแถลงข่าวครั้งล่าสุด
ส่วนเมื่อวานนี้(12 ก.พ. 69) ที่ทางทีมทนายไปยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงและแจ้งความ ในส่วนนั้นได้ลงบันทึกประจำวันไว้ด้วยว่าขอให้ทำการรวบรวมพยานหลักฐาน อาทิ ภาพจากกล้องวงจรปิดในสนามแบดมินตันทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดดิสก์ หากพบว่าหายยังไงก็ต้องทำหน้าที่ดึงมาทั้งหมดเพื่อนำมาตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงว่าทำไมวันที่ 9 ก.พ. หายไป จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจ ที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานไม่ใช่แค่เพื่อพิสูจน์ความผิดของประชาชนอย่างเดียว
น.ส.กนกวัลย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการดูกล้องวงจรปิด จึงไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจนว่าเหตุใด ทำไมภาพวันที่ 9 ก.พ. หายไป ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป กรณีการดำเนินการยื่นคำร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ยืนยันให้ความร่วมมือ แต่ต้องรักษาสิทธิ์
สาเหตุที่ไม่ได้เข้าให้ข้อมูลในทันทีในช่วงแรก เนื่องจากต้องการไปดำเนินการแจ้งความกลับ ซึ่งใช้เวลาไม่นาน และได้แจ้งเจตจำนงไว้แล้วว่าจะกลับมาให้ข้อมูลอย่างแน่นอน ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ให้ความร่วมมือ หรือขัดขวางกระบวนการสืบสวนสอบสวนแต่อย่างใด
สำหรับการเข้าชี้แจงต่อ กกต.ประจำจังหวัดชลบุรี ได้นำหลักฐานที่รวบรวมจากภาคประชาชนมายื่นประกอบ รวมคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เขตอ่างศิลา โดยระบุว่าเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับแต่เจ้าหน้าที่ยังคงนับคะแนนต่อไปจนประชาชนในพื้นที่ต้องนำรถยนต์มาจอดเปิดไฟฉายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้
น.ส.กนกวัลย์ เล่าต่อว่า ในระหว่างที่รอการดำเนินเอกสารเพื่อขอตรวจสอบหีบบัตร ตนและประชาชนได้พบความผิดปกติซึ่งหน้า เช่นสายรัด (Cable tie) ไม่ได้ถูกรัดไว้
เมื่อสอบถามไปยังผู้ใหญ่ในพื้นที่ซึ่งอยู่ ขณะนั้นรวม 3 คน กลับได้รับคำตอบเพียงว่าเทปกาวหมด หรือ สายรัดหมด โดยไม่มีคำชี้แจงอื่นเพิ่มเติมที่สามารถสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนที่ตั้งข้อสงสัยได้
อย่างไรก็ตามข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่นำมามอบให้ กกต. นั้น เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนช่วยกันรวบรวมมาให้ ทั้งในรูปแบบภาพถ่ายและวิดีโอ แม้บางจุดจะไม่ได้ระบุเขตหรือหน่วยที่ชัดเจน แต่ตนก็ได้แจ้งเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ได้รับมาทั้งหมดเพื่อขอให้มีการตรวจสอบความโปร่งใส