svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

“อิ๊งค์” ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ “ยศชนัน” ประกาศขอเป็นนายกฯคนที่ 33

06 ก.พ. 2569

“อิ๊งค์” ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ “ยศชนัน” ประกาศขอเป็นนายกฯคนที่ 33 “สุริยะ“ มั่นใจสีแดงมาอันดับ 1 “จุลพันธ์” ซัดรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำประเทศไทยบิดเบี้ยว

6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. พรรคเพื่อไทย จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง2569 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แคมเปญ “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่” โดยเลือกพื้นที่สนามเทพหัสดิน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนนั่งเต็มพื้นที่ เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ไม่เพียงพอ บางส่วนจึงนั่งที่สนามหญ้า

 

ทั้งนี้ มีบุคคลในครอบครัวชินวัตร มาร่วมให้กำลังในการปราศรัยครั้งนี้ ประกอบด้วย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี , นางสาวพิณทองทา ชินวัตร , นายพายัพ ชินวัตร นอกจากนี้ยังมีภรรยา บุตรสาว บุตรชาย ของนายยศชนัน มาร่วมรับฟังการปราศรัยด้วย

 

“อิ๊งค์” ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ “ยศชนัน” ประกาศขอเป็นนายกฯคนที่ 33 “อิ๊งค์” ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ “ยศชนัน” ประกาศขอเป็นนายกฯคนที่ 33

โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปราศรัยว่า ขอบคุณที่ยังรักพรรคเพื่อไทย ขอบคุณที่พี่น้องยังเอาความหวังในชีวิต มาฝากไว้กับพวกเรา โดยการเมืองที่ผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนเจอความเหนื่อย เจอความผิดหวัง เจอคำถาม เจอความไม่แน่ใจ แต่วันนี้ ทุกคนยังอยู่ตรงนี้ ยังพร้อมจะเชื่อ ยังพร้อมจะเดินทางไปกับพวกเรา

 

ทุกความรัก ทุกความหวัง ทุกนโยบายที่เราประกาศไว้ เราจะทำเต็มที่ ทำให้ได้ และมั่นใจว่า เราจะมาที่ 1 หลายโพลที่ผ่านมา นักวิเคราะห์บอกว่า เรามาที่ 3 แต่ก็แปลก คนที่ได้โพลที่ 1 กับที่ 2 รวมทั้งกองเชียร์ ดูเขาจะอยู่กันไม่ค่อยสุข เพราะพยายามจะบอกว่า มีแค่ 2 พรรค แต่ด่าเราไม่หยุดเช้าเย็น มันแปลว่าจริงๆ แล้วเขากลัวเรา ตนยังเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 1

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า บางอย่างอาจทำไม่ครบทุกเรื่องทันใน 4 ปี เพราะมันมีข้อจำกัด มีขั้นตอน มีระบบที่ต้องแก้ แต่ถ้าอยากให้ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้ครบ ต้องเลือกเพื่อไทยให้ได้ 200 เสียง เพราะนโยบายเพื่อไทย ต้องให้เพื่อไทยทำ

 

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

 

รอบนี้ขอลอง "นักวิทยาศาสตร์" เป็นนายกฯ บ้างได้ไหม ทำไมเราต้องการนายกฯ ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เพราะยุคนี้เป็นยุคทุกประเทศแข่งขันด้วยเทคโนโลยี ไม่มีผู้นำคนไหนเหมาะไปกว่ากับ อ.เชน อีกแล้ว คนเก่ง มีวิสัยทัศน์ มองปัญหาเป็นภาพจริง ไม่ใช่ภาพฝัน จริงใจ และที่สำคัญกล้าตัดสินใจบนเหตุผล เข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และรู้ระบบราชการ รู้ว่าถ้าจะทำให้เกิด ต้องขับเคลื่อนผ่านกลไกไหน ต้องปลดล็อกตรงไหน ต้องประสานอะไร ต้องทำให้งานเดินยังไง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการแค่คนพูดเก่ง แต่ประเทศต้องการคนทำเป็น ต้องการผู้นำที่จัดระบบได้ ทำงานเป็นทีมได้ทำให้ความหวังของประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์จริงได้

 

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยว่า ตั้งแต่ วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็นอีกครั้งที่นายกรัฐมนตรีของเราถูกปลดด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน การเมืองไทยยังคงบิดเบี้ยว พรรคประชาชนมี สส. มากที่สุดในสภา กลับไปยกมือให้พรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย สร้างความเสียหายต่อประเทศมหาศาล แต่พรรคการเมืองที่เข้าร่วม MOA กลับลอยตัวปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ความบิดเบี้ยวและสัญญาณอันตราย ไม่ได้อยู่ที่เพื่อไทยต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน แต่เป็นเพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยง จะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งที่เราเห็นคือการเปิดทางให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาแข็งแรง เราเห็นการโยกย้ายข้าราชการขนานใหญ่เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง ถูกบิดเบือน การเอื้อประโยชน์ด้านงบประมาณ เช่น โมโตจีพี สื่อ นักวิชาการ และฝ่ายค้านที่เลือกเขาเข้ามา กลับเลือกปิดปากอย่างยินยอมพร้อมใจ อำนาจอนุรักษ์นิยมเติบโตแผ่ซ่าน วันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พยายามใช้ความรักชาติมาแบ่งแยกประชาชน

 

“หนิมจะบอกหนูว่า ประชาชนทุกคนรักชาติ เพียงแต่คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้รักหนู คนที่รักหนูจนสุดหัวใจมันมีแต่พรรคประชาชนเท่านั้น หลังจากมีการยุบสภา  เพื่อนร่วมทางของเราบางคนเลือกที่จะเดินจากไป พรรคเพื่อไทยถูกตราหน้าจากสังคม บางคนบอกเพื่อไทยเลือดจะไหลหมดตัว บางคนบอกเพื่อไทยจะกลายเป็นพรรคเล็ก มี สส. ไม่ถึงร้อยคน บางคนบอกถ้ามีเลือกตั้งอีกครั้งเพื่อไทยจะสูญพันธุ์ ในวันที่พรรคลำบากที่สุด ผมได้รับความไว้วางใจจากพรรคให้ทำหน้าที่หัวหน้า และยังเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย การได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือเกียรติและความรับผิดชอบที่สูงที่สุด“

 

“อิ๊งค์” ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ “ยศชนัน” ประกาศขอเป็นนายกฯคนที่ 33

 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนเคยถามตัวเองว่า เราจะสามารถพาพรรคกลับมาแข็งแกร่งลบทุกคำสบประมาทได้หรือไม่ ในที่สุดได้รับคำตอบเรียบง่ายมาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราโดนกระทำ แต่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งด้วยพลังของประชาชน ตลอดเวลากว่า 20 ปี พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาถึงพรรคเพื่อไทย พวกเราโดนรัฐประหาร โดนยุบพรรคเพื่อนของเราโดนสังหารกลางถนน เราโดนนิติสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งต้องยอมถอย ยอมกลืนเลือด เราต้องทำแม้เผชิญกับการถูกต่อว่า แต่ภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยว เราไม่เคยถอยออกนอกเส้นทางการต่อสู้ เรายังคงสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สู้อย่างที่ทำมาโดยตลอด เหมือนที่ เชน-ยศชนัน พูดไว้ เราแค่ต้องไม่ตาย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีทางลัด เรารู้ว่าความหวังมีค่า ประชาธิปไตยจะมีความหมายก็เมื่อประชาชนกินอิ่มนอนหลับ มีงานทำ มีรายได้ เศรษฐกิจมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง ประชาชนต้องแข็งแรง เรารู้ดีว่าประชาชนไม่เคยทิ้งพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีวันทิ้งประชาชน

 

“บางพรรคการเมืองบอกว่า เพื่อไทยละทิ้งคนเสื้อแดง บางพรรคพยายามเคลมความเป็นเสื้อแดงไปจากเรา ในวันที่เราเจ็บปวด ถูกเรียกว่าควาย หรือแม้ไม่กล้าใส่เสื้อแดงเพราะโดนดูถูกดูแคลน ในวันที่เราวิ่งหลบกระสุนร่วมกับประชาชน พวกคุณหลายคนยังสะใจกับความตายของคนเสื้อแดงอยู่เลย แต่วันนี้คนเสื้อแดงสามารถกลับมามีเสียงมีที่ยืนในสังคม สามารถยืดอกภูมิใจในตัวตนของเราอีกครั้ง นี่คือวันที่ผมมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ยังคงเป็นความหวังให้คนไทยทั้งชาติ”

 

“อิ๊งค์” ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ “ยศชนัน” ประกาศขอเป็นนายกฯคนที่ 33

 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึง เชื่อมั่นว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนในประเทศนี้ที่พูดถึงนโยบายมากเท่าพรรคเพื่อไทย เรายังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ตนอยากให้ทุกคนหลับตานึกภาพ วันที่พี่น้องเจ็บป่วย 30 บาทรักษาทุกโรค จะรักษาได้ทุกที่ไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป วันที่ต้องขึ้นรถเมล์ร้อน จะเปลี่ยนเป็นรถเมล์แอร์เย็นราคาเพียง 10 บาท และมีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย วันที่หนี้สินของประชาชนจะไม่ใช่โซ่ตรวนอีกต่อไป วันที่เกษตรกรไม่ต้องห่วงน้ำท่วมน้ำแล้ง หรือลุ้นกับต้นทุน เพราะรู้ล่วงหน้าจะมีกำไรล่วงหน้าอย่างน้อย 30%

 

การทำหวยเกษียณให้เป็นเงินออม มีกินมีใช้ตอนเกษียณ แก๊งสแกมเมอร์จะไม่สามารถทำลายลูกหลานเราได้อีก เด็กไทยที่มีความสามารถอยากไปเรียนต่างประเทศจะได้โอกาสไม่ต้องกังวลเรื่องทุน เพราะเรามี ODOS คนไทยไม่ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน แต่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอด คนไทยไร้จนมีเงินในกระเป๋า เรายืนยันว่าทุกคนจะมีรายได้อย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือนทั้งหมดนี้จะชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยรัฐบาลดิจิทัล ด้วยข้อมูลแม่นยำตรงจุด ผ่านนโยบายเศรษฐีเงินล้าน นำประชาชนสู่ระบบด้วยความเต็มใจ นี่คือความฝันร่วมกันของทุกคนที่นี่ นี่คือภาพประเทศไทยที่ทุกคนอยากเห็น พรรคเพื่อไทยจะสร้างประเทศไทยที่ดีให้คนไทยทุกคนมาสร้างไปพร้อมกัน ด้วยการเลือกเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ส่ง เชน-ยศชนัน เป็นนายกรัฐมนตรี

 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เชนจงโอบรับความฝัน จงแบกรับความหวัง นำพาพวกเราก้าวเดินไปสู้อนาคตที่ดีกว่า ตนมั่นใจว่าเชนจะเป็นนายกฯ ที่ดีที่สุด สำหรับคนไทยทุกคน ”ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่“ เรามาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยน อ.เชน เป็นนายกฯ เชน

 

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

 

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคเพื่อไทย ปราศรัยตอนหนึ่งว่า เวลาจะกระแทกเพื่อไทย เอะอะก็อังเคิล กะว่าจะทำให้นายกอิ๊งค์เจ็บปวดให้ได้ นายกอิ๊งค์เจตนาสร้างสันติภาพ ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น เรื่องนี้ถ้าจะมีคนผิดจริยธรรม ก็คือผู้นำอีกประเทศแอบอัดคลิปแล้วเอามาปล่อย โลกเขาไม่ทำกัน

 

มีพรรคการเมืองโดนเขาย่ำยี ยังบอกว่าจะจับมือ พูดว่าจะไม่ยกมือให้ภูมิใจไทยเป็นนายกฯแน่นอน อันนั้นคือการเลียแผลที่โดนต้ม แต่ปัญหา คือ บอกว่าถ้าตัวเองได้ที่ 1 ไม่ปิดประตูใส่ใคร ไม่ตั้งเงื่อนไข เอาแบบนี้จริงเหรอ

 

ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

 

ขณะที่ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ปราศรัยปิดเวที โดยพูดถึงความฝันและความหวังของประชาชน ขณะที่เราถามถึงอนาคต หลายคนถามถึงข้าวมื้อต่อไป ประชากร 3.4 ล้านคน รายได้ไม่ถึง 3,000 บาท/เดือน เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสุขภาพ หลายครอบครัวล้มจากยาเสพติด ผมพร้อมที่จะเปลี่ยนความหวังความฝันของประชาชนไทย ทุกคนให้ดีที่สุด

 

 

“แยกแห่งความหวังกำลังเปิดขึ้นแล้ว 8 ก.พ. ขอโอกาสเพื่อไทยดูแลพ่อแม่ประชาชนทุกคนอีกครั้ง ผมพร้อมเป็นนายกฯคนที่ 33 ของประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนแปลงความหวัง ความฝัน ให้เป็นความจริง”