"พล.อ.รังษี" เตือนกัมพูชาขุดคูเลตส่อรบ แซะฟ้องกระดาษเปล่า
28 ม.ค. 2569
พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ชี้กัมพูชาขุดคูเลตคือสัญญาณปะทะรอบ 3 หวั่นยิงจรวดป่วนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ลั่นหากเป็นนายกฯ พร้อมรบนอกบ้าน ถล่มบ่อน-ยกเลิก MOU 44 ทันที
ข่าว
28 ม.ค. 2569
พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ชี้กัมพูชาขุดคูเลตคือสัญญาณปะทะรอบ 3 หวั่นยิงจรวดป่วนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ลั่นหากเป็นนายกฯ พร้อมรบนอกบ้าน ถล่มบ่อน-ยกเลิก MOU 44 ทันที
พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ออกโรงเตือนรัฐบาลและกองทัพไทยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าการที่กัมพูชาดำเนินการขุด "คูเลต" เพิ่มเติมในลักษณะยุทธวิธีทหารบริเวณแนวพรมแดนนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสิ่งบอกเหตุทางทหารที่ชัดเจนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อก่อการปะทะหรือทำสงครามรอบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง และถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ฝ่ายความมั่นคงไทยจะนิ่งนอนใจไม่ได้
พลเอก รังษี วิเคราะห์ว่าเราไม่สามารถคาดเดาความคิดของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้ และมีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หากมีการสั่งยิงจรวดเข้ามาในเขตไทยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงคะแนนเสียง จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาลรักษาการ เตรียมแผนเผชิญเหตุและพิจารณา "ถอยคูหาเลือกตั้ง" ออกจากรัศมีการปะทะเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พลเอก รังษี ได้ประกาศวิสัยทัศน์เชิงรุกหากได้รับโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ โดยย้ำว่าการตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาภัยคุกคามได้ถาวร พร้อมเสนอมาตรการเด็ดขาดดังนี้
กลยุทธ์รบนอกประเทศ: หากมีการโจมตีพลเรือนไทย จะสั่งการให้กองทัพโต้ตอบแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" โดยเน้นการรบนอกบ้านเพื่อยึดภูมิประเทศสำคัญใช้เป็นอำนาจต่อรอง
ถล่มบ่อนกาสิโน: พุ่งเป้าทำลายบ่อนตลอดแนวชายแดนเพื่อตัดเส้นทางการเงินของขั้วอำนาจกัมพูชา และกวาดล้างฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์ไปในคราวเดียว
ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44: ประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจเดิมทันที และบีบให้กัมพูชาเข้าสู่กติกาสากล UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะอย่างเป็นธรรม
ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000: ยืนยันการปักปันเขตแดนตามมาตรฐานสากลที่ไทยยอมรับเท่านั้น ก่อนจะเริ่มเจรจาทำข้อตกลงฉบับใหม่
สำหรับการเดินทางไปพื้นที่ชายแดนของ สมช. และอัยการเพื่อฟ้องร้องผู้นำกัมพูชานั้น พลเอก รังษี มองว่าเป็นเพียง "การฟ้องกระดาษเปล่า" หากไม่มีศักยภาพในการจับตัวผู้กระทำผิดมาขึ้นศาลไทยได้จริง เปรียบเทียบกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยบุกจับผู้นำต่างชาติมาดำเนินคดี ซึ่งไทยต้องแสดงความเข้มแข็งให้มากกว่าการทำเอกสารเพียงอย่างเดียว
พลเอก รังษี ทิ้งท้ายว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีนที่จะเข้ามาแทรกแซง เพราะไทยมีฐานะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญซึ่งทุกฝ่ายไม่อยากเสียไป ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องจบด้วยความเด็ดขาดของผู้นำไทยเอง ทั้งการอายัดทรัพย์สินกลุ่มทุนสีเทา และการใช้มาตรการทางทหารที่ทรงประสิทธิภาพเพื่อปิดเกมความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ เพื่อคืนความสงบสุขให้พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน
