"แสวง" เปิดใจ ทำไม "กกต." จับคน "ซื้อเสียงไม่ได้?"
25 ม.ค. 2569
"แสวง" เปิดใจ ทำไม "กกต." จับคน "ซื้อเสียงไม่ได้?"
ข่าว
25 ม.ค. 2569
"แสวง" เปิดใจ ทำไม "กกต." จับคน "ซื้อเสียงไม่ได้?"
25 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง. (กกต. ) โพสต์เพจเฟซบุ๊กส่วนตัว Sawaeng Boonmee ระบุว่า
ทุกการเลือกตั้งประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานคู่กับการเลือกตั้ง คือ การซื้อเสียงเลือกตั้ง ทำไมเมื่อรู้ว่าคนที่จะซื้อเสียง ยังไงก็ไม่พ้นไปจากผู้สมัครหรือหัวคะแนน ทำไม กกต.จับมาลงโทษไม่ได้
สาเหตุที่ทำให้จับผู้ซื้อเสียงมาลงโทษไม่ได้มีปัจจัยอยู่หลายประการ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง ผลประโยชน์เกื้อกูลกัน หรือกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง เป็นต้น
วันนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งและสำคัญอย่างยิ่งในการ ที่ กกต. นำผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาลงโทษไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญออกแบบไว้ กล่าวคือ
คดีเลือกตั้งจะดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี โดยกระบวนการพิจารณาจะเป็นเหมือนคดีทั่วไป ที่ให้คู่ความคือ โจทก์และจำเลย มาต่อสู้ในศาลแบบเผชิญหน้าต่อกัน ทำให้คนที่จะนำมาเป็นพยานเกรงกลัวต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกฟ้อง (ในชั้นพนักงานสอบสวนของ กกต. สำนักงานจะปกปิดพยานไม่ทราบว่าเป็นใคร จะมาทราบอีกทีก็ต่อเมื่อยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว) จึงไม่มาเป็นพยานหรือถ้ามาเป็นพยานก็จะกลับคำให้การเป็นส่วนมาก
การรับฟังพยานในคดีเลือกตั้งจะรับฟังเพียงว่า "มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า" เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะก็จะเอาจากสนาม ต่างจากมาตรฐานในคดีอาญา(ในคดีเลือกตั้งมีความผิดอาญารวมอยู่ด้วย) ต้องรับฟัง "จนปราศจากข้อสงสัย" หากยังมีข้อสงสัยก็ยกประโยชน์ให้จำเลยคือ ยกฟ้อง มันจึงเป็นความแตกต่างในเชิงหลักการในเรื่องเดียวกันเมื่อนำคดีเลือกตั้งขึ้นสู่ศาล
ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายการเมืองก็คงเห็นช่องทางที่จะได้รับประโยชน์ หรือช่องทางในการต่อสู้คดี จึงตั้งเป้าหมายให้ชนะในการเลือกตั้งเอาไว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีไปสู้เมื่อพวกพ้องตนเองมีอำนาจหรือมีตำแหน่งหน้าที่แล้ว
สนง. ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงเน้นไปที่การป้องกัน ป้องปราม เพื่อไม่ให้เงินมีความหมายต่อผลการเลือกตั้ง แม้มีเงินก็ต้องแจกไม่ได้
