ภูมิใจไทยกระพือสยบกัมพูชา โชว์ผล ไม่สนที่มา ขึ้นทะเบียน 30 ปราสาท
23 ม.ค. 2569 | prisana_tha

ยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย โหมกระพือสยบกัมพูชา ขึ้นทะเบียน 30 ปราสาทชายแดน โชว์ผล ไม่สนที่มาว่า เป็นฝีมือใครที่แท้จริง
ข่าว
23 ม.ค. 2569 | prisana_tha

ยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย โหมกระพือสยบกัมพูชา ขึ้นทะเบียน 30 ปราสาทชายแดน โชว์ผล ไม่สนที่มาว่า เป็นฝีมือใครที่แท้จริง
การโหมกระแส “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย ในช่วงใกล้ถึงโค้งสุดท้ายไม่ถึง 20 วันก่อนเลือกตั้ง 69 เหมือนเป็นการ “ย้ำเบอร์รอบสุดท้าย” ให้ประชาชนคนไทยเลือกเบอร์ 37 โดยใช้ “ผลของงาน” เป็นธงนำ
ส่วนผลงานนั้นจะเป็นเพราะฝีมือของรัฐบาลเอง หรือมาจากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่ต้องเอ่ยถึงให้มากความ
“ข่าวข้นคนข่าว” เคยวิเคราะห์และประมวลข้อมูลให้คุณผู้ชมฟังมาหลายรอบแล้วว่า หากดูจาก “เนื้องานจริงๆ” พรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลแบบเหนือความคาดหมาย และแทบไม่มี “ยุทธศาสตร์” ติดมือมาแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองในระยะยาวเลย
1.โครงการคนละครึ่ง - นำมาจากนโยบายเด่นยุค “ลุงตู่” แล้วนำมาเติมคำว่า “พลัส” ขยายโครงการให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้และผู้ค้ามากขึ้นเท่านั้น
2.การสู้รบกับกัมพูชา - ให้ “ทหารนำ” แบบ 100% โดยรัฐบาลทำหน้าที่แค่อำนวยความสะดวก จัดงบ แต่ไม่ได้มียุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาภัยคุกคามของกัมพูชา ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ปัจจุบันก็ยังท่องอยู่แค่ “ไม่เปิดด่าน” โดยไม่มีความชัดเจนว่า จะแก้ปัญหาการค้าขายตามแนวชายแดนอย่างไร ผู้ประกอบการต้องดิ้นรนกันเอง หรือจะมีช่องทางหารายได้มาทดแทนเม็ดเงินที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่ อย่างไร
หรือแผนรับมือกับความพยายามของกัมพูชาที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะใช้เวทีทางการทูต และเวทีระหว่างประเทศสู้กับไทยต่ออีกหลายยก ซึ่งไทยเคยพลาดท่ามาแล้วกรณีปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งไม่มียุทธศาสตร์เชิงรุกใดๆ ในการใช้ประโยชน์จากมหาอำนาจในการกดดันกัมพูชา หรือทำให้กัมพูชาไม่เป็นภัยคุกคามต่อไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
3.การปราบสแกมเมอร์และกลุ่มธุรกิจสีเทา - ทำไปตามกระแสและแรงกดดันด้วยท่าทีที่ไม่เต็มร้อย
4.ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ - ชัดเจนที่สุดว่าไม่มียุทธศาสตร์อะไรมาเลย มีแต่ตั้งรับรอเหตุรุนแรง แถมยังมีปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคล ปล่อยให้มีการจัดคนแบบ “ผิดฝาผิดตัว” ลงไปทำงาน
จากเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ ถึง เลือกลุงหนูสยบกัมพูชา
อย่างไรก็ดี ผลสำเร็จจากการจัดการบางปัญหา เช่น การสู้รับระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่ีงเป็นผลงานของฝ่ายทหารแทบจะ 100% ก็ถูกทางรัฐบาลภูมิใจไทยโหนมาอ้างเป็นผลงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยเกาะกระแส “รักชาติ” ให้เป็นประโยชน์กับตน
จะเห็นได้ว่าช่วงไม่ถึง 20 วันสุดท้าย นายกฯอนุทิน พูดถึงปัญหากัมพูชาบ่อยขึ้น
- ตอกย้ำด้วยถ้อยคำแนว “ชาตินิยม” ว่าได้ “สั่งสอนกัมพูชา” ไปแล้ว
- มีกลไกที่น่าสงสัยว่าเป็นฝ่ายใด ในการพยายามปล่อยข่าวว่า อาจมีความไม่สงบเกิดขึ้นจากฝั่งกัมพูชาในช่วงใกล้เลือกตั้ง
เมื่อมีข่าวออกมา ก็เปิดช่องให้นายกฯอนุทิน และ “บิ๊กเล็ก” ได้ประกาศแสดงความมั่นใจว่า “สถานการณ์เอาอยู่” ตอกย้ำผลงานรัฐบาลว่าทำให้การสู้รบจบลงได้ และ “สงบแน่นอน”
หลายคนย้อนนึกถึงแคมเปญหาเสียงสัปดาห์สุดท้ายของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 62 “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” พาลุงได้คะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำ ได้เป็นนายกฯต่อหลังเลือกตั้ง
- ภูมิใจไทยใช้ “ทุกโอกาส” ให้เป็นประโยชน์ แม้แต่ “วันทหารผ่านศึก” ก็จะใหญ่เป็นพิเศษ ไม่ได้ขายแต่ดอกป๊อปปี้ แต่ปีนี้มีพิธีอัญเชิญและบรรจุอัฐิทหารที่สละชีวิตระหว่างปฎิบัติหน้าที่พิทักษ์ ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้วย แถมขยายกิจกรรมตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.จนถึงวันที่ 3 ก.พ. 2569
ลุยขึ้นทะเบียน 30 ปราสาท ประกาศเขตประเทศไทย
ล่าสุด “ข่าวข้นคนข่าว” ได้ข้อมูลเชิงลึกจาก “แกนนำรัฐบาลสีน้ำเงิน” ว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง รัฐมนตรี ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม จะลงพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับคณะกรมศิลปากร เพื่อตรวจดูสภาพปราสาทหลังผ่านเหตุปะทะกันด้วยอาวุธ ซึ่งที่ผ่านมาทางกรมศิลปากรยืนยันอย่างขันแข็งมาตลอดว่า “ซ่อมได้ - บูรณะได้” และ “งดงามเหมือนเดิม - คงคุณค่าทางศิลปะและสถาปัตยกรรมเช่นเดิม”
มีรายงานว่า แคมเปญบูรณะปราสาท จะขยายเป็นโครงการใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะปราสาทตาควาย แต่จะขยายไปยังปราสาทตาเมือนธม และกลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทคนา รวมถึงได้ส่งเจ้าหน้าที่กรมศิลป์ สำรวจปราสาทตามแนวชายแดนทุกองค์ พบว่ามีมากกว่า 30 องค์ หลังจากนี้นโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย จะดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ครบทุกองค์ เพราะบางองค์ยังไม่เคยขึ้นทะเบียน รวมทั้งจะบูรณะ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และอาจเสนอเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อไป
นี่คือการสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้ “วัฒนธรรม นำการทหาร” หรือ “วัฒนธรรมควบคู่การทหาร”
จังหวะเวลาที่ภาพความเคลื่อนไหวและแคมเปญนี้จะเผยแพร่ออกไป คือไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง เพื่อยืนยันสโลแกน “พูดแล้วทำ” เหมือนย้ำเบอร์รอบสุดท้าย หากอยากขึ้นทะเบียนปราสาท 30 องค์ตามแนวชายแดนให้เป็นของไทยโดยดุษฎี ต้องเลือกภูมิใจไทยมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย…นั่นเอง