svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

จี้พรรคการเมืองเลิกมอง อุดมศึกษาเป็น "กระทรวงเกรด C" ย้ำคือหัวใจพาไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

23 ม.ค. 2569

ประธาน ทปอ.มรภ. ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 2569 เลิกแบ่งแยกประเภทมหาวิทยาลัย แต่ต้องบูรณาการงานวิจัย-เทคโนโลยี ยกระดับประเทศสู่รายได้สูง เสนอ "สเปกรัฐมนตรี อว." ต้องมืออาชีพไม่ใช่โควตาการเมือง

23 มกราคม 2569 ในการเสวนาหัวข้อ “นโยบายยกระดับมหาวิทยาลัยไทย สู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงที่พึงมีหลังการเลือกตั้ง 2569” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้นำเสนอประเด็นวิกฤตที่อุดมศึกษาไทยกำลังเผชิญและการปรับตัวที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง มีประเด็นสำคัญดังนี้

1. ความสำคัญของกระทรวง อว. ต่ออนาคตประเทศ

  • หัวใจของการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง: ดร.อดิศร เน้นย้ำว่าการจะพาประเทศไปสู่รายได้สูงอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญอยู่ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนใช้ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” นำทาง ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้อยู่ในมหาวิทยาลัย
  • ความล้มเหลวของการเมืองที่มองข้ามการศึกษา: ท่านตั้งข้อสังเกตว่าพรรคการเมืองมักไม่ค่อยชูนโยบายด้านการศึกษาหรือกระทรวง อว. เพราะ “ขายฝัน” เรื่องปากท้องเฉพาะหน้าได้ยากกว่า และกระทรวงการศึกษา หรือ อว. มักถูกจัดลำดับความสำคัญทางการเมืองอยู่ใน “เกรด C” เมื่อเทียบกับกระทรวงเศรษฐกิจ

จี้พรรคการเมืองเลิกมอง อุดมศึกษาเป็น "กระทรวงเกรด C" ย้ำคือหัวใจพาไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

2. ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่

  • สเปครัฐมนตรีต้องเป็น “มืออาชีพ”: ดร.อดิศร อยากเห็นรัฐมนตรีที่เข้าใจงานอุดมศึกษาอย่างแท้จริง ไม่ใช่มือสมัครเล่นที่เข้ามาตามโควตาการเมือง
  • การบูรณาการ 3 ส่วน: อยากให้รัฐบาลใหม่มองภาพรวมที่รวมทั้ง วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี และการวิจัยเข้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ไม่ใช่แยกกันทำ

3. มุมมองต่อ “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” และกลุ่มมหาวิทยาลัย

  • ลดการแบ่งแยก: ดร.อดิศร ไม่ต้องการให้แบ่งแยกประเภทมหาวิทยาลัยจนเกินไปจนต่างคนต่างทำ (อาณาจักรใครอาณาจักรมัน) แต่อยากให้ทุกกลุ่ม ทั้งราชภัฏ ราชมงคล มหาวิทยาลัยในกำกับ และเอกชน มาร่วมกันทำวิจัยและบริการวิชาการเพื่อตอบโจทย์พื้นที่ร่วมกัน
  • ความเหลื่อมล้ำและงบประมาณ: อยากฝากถึงฝ่ายบริหารว่า กลไกการสนับสนุนมหาวิทยาลัยตามกลุ่ม (4-5 กลุ่ม) ในปัจจุบันยังไม่ชัดเจนและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ดูแลบัณฑิตเกือบครึ่งประเทศ

จี้พรรคการเมืองเลิกมอง อุดมศึกษาเป็น "กระทรวงเกรด C" ย้ำคือหัวใจพาไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง  

4. การปรับตัวของคนในวงการอุดมศึกษา (Self-Reform)

  • ความกล้าหาญทางจริยธรรม: ดร.อดิศร เรียกร้องให้ผู้บริหารและคนทำงานในมหาวิทยาลัยมี “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ในการเสนอแผนหรือนโยบายที่ถูกต้องตามหลักวิชาการต่อรัฐมนตรี ไม่ใช่คอยแต่จะตอบโจทย์การเมือง โดยไม่ดูโครงสร้างระยะยาว
  • ข้อเสนอเชิงรุก: ท่านเสนอให้มหาวิทยาลัยทุกกลุ่มรวมตัวกันทำ “Positioning” และข้อเสนอเชิงนโยบายเตรียมไว้เลย เมื่อมีรัฐมนตรีใหม่มาถึงก็ยื่นให้ทันที เพื่อให้ฝ่ายการเมืองขับเคลื่อนตามทิศทางที่ถูกต้อง

5. วิกฤตศรัทธาและความมั่นคงของบุคลากร

  • คุณภาพชีวิตอาจารย์: ท่านแสดงความห่วงใยเรื่องความมั่นคงในชีวิตของอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันอาจน้อยกว่าลูกศิษย์ที่จบไปทำงานบริษัทเสียอีก หากคนในอุดมศึกษายังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ยากจะไปยกระดับคุณภาพคนอื่นได้

อย่างไรก็ตาม ดร.อดิศร มองว่าอุดมศึกษาคือ “เครื่องมือ” หลักในการแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับประเทศ แต่คนในอุดมศึกษาเองต้อง “ปฏิรูปตัวเอง” และกล้าลุกขึ้นมานำเสนอความจริงเชิงโครงสร้างต่อฝ่ายการเมือง มากกว่าการรอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว

ชมคลิป

ข่าวข้น คนข่าว

นิติสงครามขย้ำ! "บิ๊กโจ๊ก" ส่อเละเป็นโจ๊ก| ข่าวข้นคนข่าว | 22 ม.ค. 69 | PART 2

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บิ๊กโจ๊ก” ดวงตก เรื่องนี้ไม่ใช่การคาดเดาหรือวิจารณ์จากคนนอก เพราะตัว “บิ๊กโจ๊ก” เองก็ทราบ ถึงขั้นไปสะเดาะเคราะห์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ ซี่งเท่าที่ “ข่าวข้นฯ” เคยสืบข้อมูลพบ ก็เช่น หลวงพ่อแขนลาย วัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา / พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ขณะที่ชื่อจริงของ “บิ๊กโจ๊ก” คือ “สุรเชษฐ์” ก็แก้เคล็ด เปลี่ยนให้มี ช.ช้าง 2 ตัว / ป่านนี้ยังไม่เปลี่ยนกลับ แต่วิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ได้มีแต่ดวงตก ยังโดน “นิติสงคราม” เล่นงาน