โดยก่อนหน้านี้ ศาล รธน.มีมติสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และรองประธานกรรมการคดีพิเศษ เนื่องจากถูกร้องเรียนในคดีนี้
ล่าสุด เวลา 15.00 น. ตุลาการศาล รธน. อ่านคำวินิจฉัย โดยตัดสิน ว่า
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องพิจารณาให้เป็นฐานฟอกเงิน และอั้งยี่ เป็นคดีพิเศษ ถือว่าผู้ถูกฟ้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยใช้อำนาจสั่งการดีเอสไอและคณะกรรมการคดีพิเศษเข้าที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือครอบงำแทรกแซง ใช้อำนาจสอบสวนมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้ง กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสอง อยู่เบื้องหลังแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.นั้น
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว มีประชาชนร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม มิใช่ข้อความที่ระบุโดยผู้ถูกร้องที่สอง โดยผู้ถูกร้องเพียงแต่แจ้งให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบราชการเท่านั้น ประกอบกับไม่ปรากฏหลักฐานที่สมคบกัน มิอาจบ่งชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองแทรกแซงโดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ
กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้ดีเอสไอ ใช้อำนาจแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต.แต่อย่างใด
เมื่อพิจารณาถ้อยคำชั้นไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกร้องที่ 1 และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏข้อเท็จจริงในทางเดียวกันว่า อำนาจกำหนดประเด็นวาระการประชุมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ รวมถึงเร่งรัดบรรจุวาระการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)
ในการประชุม กคพ.ครั้งที่ 2/2568 และ 3/2568 ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องข่มขู่ สั่งการชี้นำ อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซง
ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ได้บริหารและเปิดโอกาสให้อภิปราย
ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆต่อฝ่ายเลขานุการ และเพียงแต่อธิบายความเห็นทางกฎหมายถึงแนว
กรณีเชื่อว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ใช้อำนาจสั่งการดีเอสไอ หรือให้รับคดีพิเศษ เพื่อแทรกแซง กกต. ในการตรวจสอบ คดีฮั้ว สว.
ส่วนที่ถูกร้องว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองวางแผน ในการเสนอ บุคคล ข้าราชการ 3 ราย เป็นคณะกรรมการรสืบสวนไต่สวน คดีฮั้ว สว.นั้น พบว่า ในการประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เป็นคณะไต่สวน กรณีข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผน ปรากฎหลักฐานเพียงข่าว
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันเป็นการขัดคุณสมบัติ และไม่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีการกระทำต้องตามตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
จึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุดเฉพาะตัว