รอดคู่! “ภูมิธรรม – ทวี” ศาล รธน. ชี้ไม่พบหลักฐาน แทรกแซงคดีฮั้ว สว.
21 ม.ค. 2569
รอดคู่! “ภูมิธรรม – ทวี” ศาล รธน. ชี้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้ดีเอสไอ ใช้อำนาจแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. คดีฮั้ว สว.
ข่าว
21 ม.ค. 2569
รอดคู่! “ภูมิธรรม – ทวี” ศาล รธน. ชี้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้ดีเอสไอ ใช้อำนาจแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. คดีฮั้ว สว.
21 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ศาล รธน.) นัดประชุมตุลาการศาล รธน. เพื่อลงมติในคำร้อง คดีที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ส่วนใหญ่เป็น สว.สีน้ำเงิน ร่วมกันลงชื่อยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ศาล รธน.วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม (ในขณะนั้น) และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม (ในขณะนั้น) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
จากการกระทำในลักษณะการแทรกแซง หรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. (คดีฮั้ว สว.) อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำ สว. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ และฝ่าฝืนหลักนิติธรรม
โดยก่อนหน้านี้ ศาล รธน.มีมติสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และรองประธานกรรมการคดีพิเศษ เนื่องจากถูกร้องเรียนในคดีนี้
ล่าสุด เวลา 15.00 น. ตุลาการศาล รธน. อ่านคำวินิจฉัย โดยตัดสิน ว่า
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องพิจารณาให้เป็นฐานฟอกเงิน และอั้งยี่ เป็นคดีพิเศษ ถือว่าผู้ถูกฟ้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยใช้อำนาจสั่งการดีเอสไอและคณะกรรมการคดีพิเศษเข้าที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือครอบงำแทรกแซง ใช้อำนาจสอบสวนมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้ง กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสอง อยู่เบื้องหลังแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.นั้น
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว มีประชาชนร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม มิใช่ข้อความที่ระบุโดยผู้ถูกร้องที่สอง โดยผู้ถูกร้องเพียงแต่แจ้งให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบราชการเท่านั้น ประกอบกับไม่ปรากฏหลักฐานที่สมคบกัน มิอาจบ่งชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองแทรกแซงโดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ
กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้ดีเอสไอ ใช้อำนาจแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต.แต่อย่างใด
เมื่อพิจารณาถ้อยคำชั้นไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกร้องที่ 1 และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏข้อเท็จจริงในทางเดียวกันว่า อำนาจกำหนดประเด็นวาระการประชุมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ รวมถึงเร่งรัดบรรจุวาระการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)
ในการประชุม กคพ.ครั้งที่ 2/2568 และ 3/2568 ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องข่มขู่ สั่งการชี้นำ อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซง
ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ได้บริหารและเปิดโอกาสให้อภิปราย
ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆต่อฝ่ายเลขานุการ และเพียงแต่อธิบายความเห็นทางกฎหมายถึงแนว
กรณีเชื่อว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ใช้อำนาจสั่งการดีเอสไอ หรือให้รับคดีพิเศษ เพื่อแทรกแซง กกต. ในการตรวจสอบ คดีฮั้ว สว.
ส่วนที่ถูกร้องว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองวางแผน ในการเสนอ บุคคล ข้าราชการ 3 ราย เป็นคณะกรรมการรสืบสวนไต่สวน คดีฮั้ว สว.นั้น พบว่า ในการประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เป็นคณะไต่สวน กรณีข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผน ปรากฎหลักฐานเพียงข่าว
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันเป็นการขัดคุณสมบัติ และไม่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีการกระทำต้องตามตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
จึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุดเฉพาะตัว
