// ข้อเสนอ //
- ไม่ต้องรอแก้กฎหมายที่ต้องผ่านสภา เพราะเรื่องนี้เป็น “กฎหมายลำดับรอง" ของกรมบัญชีกลาง
- ต้องมีระบบขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วงที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้รับเหมาหลักจ้างช่วงต่อเฉพาะบริษัทที่มีมาตรฐานเท่านั้น ไม่ใช่จ้างใครก็ได้
- ใช้มาตรฐานแบบญี่ปุ่น หากบริษัททำผิดพลาดจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง จะถูกลงโทษจนแทบต้องปิดบริษัท
// 3 พ.ศ.ที่สูญเปล่า //
- มาตรการ "สมุดพกผู้รับเหมา" ถูกเสนอโดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมัยเป็น รมว.คมนาคม
- พูดครั้งแรก 24 ธ.ค.66 จากอุบัติเหตุ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงสถานีวงเวียนใหญ่) ชิ้นส่วนเหล็กเส้นหล่นทับคนงานเสียชีวิต 1 ราย
- ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วันก็มีเหตุรางจ่ายไฟรถไฟฟ้าสายสีชมพูร่วงลงมาบนถนน
- แนวคิด "สมุดพก" เพื่อตัดคะแนนผู้รับเหมาที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ปลอดภัย หากคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์จะถูก "ลดชั้น" หรือ "พักใช้ใบอนุญาต" ไม่ให้ประมูลงานรัฐ
- นับจากวันแรกที่ประกาศ (ธ.ค. 66) จนถึงปัจจุบัน (ม.ค. 69) เป็นเวลาประมาณ 2 ปี กับอีก 1 เดือน
- ช่วงผ่านมา มีการออกมา "เน้นย้ำ" มาตรการนี้ซ้ำหลายครั้งและทุกครั้งที่เกิดเหตุบน ถนนพระราม 2 รวมถึงเหตุอื่นๆ แต่ในทางปฏิบัติไม่มีความคืบหน้า
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย
ขยายวงจรอุบาทว์ ก่อสร้าง ”เมกะโปรเจกต์” เมืองไทย
1. ปัญหาการจ้างช่วง (Sub-contract) เพื่อลดต้นทุน
- เกิดจากความพยายามประหยัดต้นทุนจนละเลยความปลอดภัย ใช้ “ผู้รับเหมาย่อย” ราคาถูก
- กดราคาจ้างช่วง ทำให้ผู้รับเหมาย่อยต้องลดสเปกวัสดุ ใช้คนและอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ทันสมัย ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยหายไป
- การควบคุมจากผู้รับเหมาหลักมักทำได้ไม่เต็มที่ เพราะเน้นที่ผลกำไรเป็นหลัก
2. ปัญหานอมินีทุนต่างชาติและการ "ฟันราคา"
- ทุนต่างชาติที่ไม่มีสิทธิ์ประมูลงานเอง จึงไปร่วมทุนกับบริษัทไทยที่เป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ เพื่อใช้ชื่อบริษัทไทยเป็นทางผ่านในการประมูล
- ตัดราคาเพื่อเอางานไว้ก่อน ด้วยการเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางมากๆ (ฟันราคา) เพื่อให้ได้งานและสะสมผลงานไว้ขึ้นทะเบียนในอนาคต
- ราคาที่เสนอและชนะประมูล ถือว่าต่ำเกินจริง เทคโนโลยีหรือวิศวกรรมที่เคยโอ้อวดว่าดีในต่างประเทศก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง เพราะติดเรื่องต้นทุน สุดท้ายก็นำไปสู่ความเสี่ยงในการก่อสร้าง
3. ระบบการประมูลที่ยึด "ราคาต่ำสุด" ไม่เพียงพอสำหรับเมกะโปรเจกต์
- ปัจจุบันรัฐมักให้งานกับผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด ซึ่งไม่เพียงพอ ควรเปลี่ยนไปใช้เกณฑ์ "คุณภาพและประสบการณ์" ร่วมด้วย
- แม้จะมีแนวคิดเรื่อง "สมุดพกผู้รับเหมา” หรือการตัดแต้ม/ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาที่ทำผิดซ้ำซาก แต่การบังคับใช้กฎหมายยังล่าช้าและมักอ้างว่าติดปัญหาระเบียบราชการ
4. ปัญหาด้านบุคลากร โดยเฉพาะวิศวกรต่างชาติ แรงงานต่างด้าว
-มีการนำวิศวกรต่างชาติเข้ามาทำงานในโครงการเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งอาจไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมในไทยอย่างถูกต้อง หรือไม่ได้มีความเข้าใจในบริบทหน้างานของไทยดีพอ [13:58]
5.ข้อเสนอแนะ
- ต้องมีการ "ขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วง" เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของผู้ที่ทำงานจริงได้
รัฐบาลและทุกพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ในขณะนี้ ต้องหยิบเรื่องนี้เป็น "วาระแห่งชาติ" เพราะกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงโดยตรง
เก็บตก “ตลกร้าย” ชีวิตคนไทยยิ่งกว่าผักปลา
ที่มา : ข้อมูลจากการประชุมเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม จากกรณีเครนก่อสร้างถล่ม
ประธาน : นายกฯอนุทิน
เรื่องเศร้า VS ขำไม่ออก :
1.เกิดวินาศภัยซ้ำๆ ในรอบ 10 เดือน โดยผู้รับเหมารายเดียวกัน
- โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นข่าว 4 โครงการ (ตึก สตง.ถล่ม + โครงสร้างทางด่วนพระราม 2 ถล่ม + เครนสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่ม + เครนทางด่วนพระราม 2 ถล่ม)
- มีโครงการที่ไม่เป็นข่าวเกิดปัญหาแบบเดียวกันอีกเยอะแยะ
2.เชื่อหรือไม่ ตึก สตง.ถล่มเกือบครบ 1 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี และการดำเนินการกับผู้รับเหมา
- สัญญายังไม่ถูกยกเลิก
- ยังไม่มีการปรับสัญญา เพราะการก่อสร้างอาคารยังไม่แล้ว แต่ถล่มลงมาก่อน ต้องปรับสัญญาเพื่อสร้างใหม่ แต่ยังไม่ปรับ
- ทุกสัญญามีหลักประกัน (แบงก์การันตี) แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการเรียกข้อมูล
- ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับผู้รับจ้าง (ผู้รับเหมา)
- ไม่มีการขึ้นบัญชีดำกับผู้รับจ้าง หรือประกาศเป็นผู้ละทิ้งงาน
- ถึงวันนี้มีสิ่งเดียวที่ทำ คือ ระงับก่อสร้างไว้ก่อน (ตลกร้ายคือ ก็ตึกถล่มลงมาทั้งตึก จะสร้างต่อยังไง ไม่ต้องระงับก็สร้างไม่ได้)
3.สมุดพกผู้รับเหมา
- กรมบัญชีกลางชี้แจงว่า “กำลังออกเป็นระเบียบอยู่”
- คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นเดือน ม.ค.69 หรือต้นเดือน ก.พ.69
- เป็นการบังคับใช้ในอนาคต
- เริ่มดำเนินการโดย อดีต รมว.คมนาคม (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) โดยกระทรวงคมนาคม และกรมบัญชีกลาง ต้องตราเป็นกฎกระทรวง และปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
4.สัญญาจัดจ้างเมกะโปรเจกต์เมืองไทย ไม่ใส่ใจความปลอดภัยสาธารณะ!!!
- เลขาธิการกฤษฎีกา ให้ข้อมูลว่า กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างมุ่งเน้นในเรื่องของการได้มาซึ่งตัวคู่สัญญา แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารสัญญา และการปฏิบัติตามสัญญาสักเท่าไร
- ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องประสบอันตราย ก็ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ต้องปรับแก้กฎหมายต่อไป
5.นายกฯสั่งบอกเลิก 2 สัญญาของผู้รับจ้างรายเดียวกันที่ทำให้เกิดเครนถล่ม พร้อมขึ้นบัญชีดำ
- นายกฯย้ำว่า ในฐานะ “รัฐ” เป็นเจ้าของโครงการ ต้องไม่กลัวเรื่องผิดระเบียบ ต้องมีช่องดำเนินการได้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
- กรมบัญชีกลางอ้างว่า การขึ้นบัญชีดำ/บอกเลิกสัญญา ต้องรอหน่วยงานเสนอเรื่องขึ้นมา
- นายกฯย้ำ “โยนกันไปกันมาไม่ได้” เพราะรัฐมีทั้งกฎหมาย เงินประกัน ผู้ควบคุมกฎ และสภาวิศวกรที่สามารถให้ความเห็นทางวิศวกรรม
บทสรุปและคำถาม :
- ถ้าไม่ใช่ช่วงใกล้เลือกตั้ง จะบอกเลิกสัญญาแบบนี้หรือไม่ จะจริงจังขนาดนี้หรือเปล่า เพราะเหตุแบบเดียวกันก็เกิดมาหลายครั้งแล้ว
- ทำไมดินถล่มที่โครงการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หน้าโรงพยาบาลวชิระ จึงไม่ขึงขังแบบนี้
- โต้แรงประเด็นการเมืองตั้งแต่วันแรก (เมื่อวานถามกลับ สส.โคราช พรรคใดเยอะที่สุด) วันนี้สวนเรื่องภาพถ่ายเป็นสักขีพยานเซ็นสัญญาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายที่เกิดเครนถล่ม
ทางรถไฟสายมรณะ (1)
จุดเริ่มต้น => เครนถล่ม 2 วันซ้อน / บริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่รายเดียวกัน
ภาพสะท้อน => โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีปัญหา
=> โครงการที่มีปัญหา 90% เป็นโครงการรัฐ
=> การประมูลงานมี “จ่ายใต้โต๊ะ” ในอัตราสูงมาก อาจถึง 30% ทำให้ต้องลดคุณภาพงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย/ต้นทุน
=> มีข้อสังเกตว่าระยะ 3 ปีหลัง ปัญหารุนแรงขึ้น
=> อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ “บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ขาดสภาพคล่อง” ใกล้ล้มละลาย
=> พบโครงการที่มีปัญหาถล่ม วินาศภัย มาจากการ “จ้างช่วง” หรือ “ซับคอนแทรกต์” กับผู้รับเหมาที่ไม่มีคุณภาพ เพื่อลดต้นทุน
=> บริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ เริ่ม จอยต์เวนเจอร์ หรือจับมือเป็น “กิจการร่วมค้า” กับบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ต่างชาติ
=> บริษัทต่างชาติไม่มีสิทธิ์ประมูลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐไทย จึงใช้วิธี “จอยต์เวนเจอร์” และ “นอมินีคนไทย” ถือหุ้นแทน
=> ยื่นประมูล “เมกะโปรเจกต์” แต่ฟันราคาให้ต่ำ เพื่อให้ได้งานไปก่อน
=> เมื่อได้งานไปแล้ว ก็ไป “จ้างช่วง” เพื่อลดต้นทุน และใช้วัสดุอุปกรณ์ หรือเทคนิคการก่อสร้างคุณภาพต่ำ
=> จ้างแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ + อิมพอร์ตวิศวกรต่างชาติเข้ามาทำงาน บางคนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง บางคนไม่ผ่านมาตรฐานใบอนุญาตวิศวกรรมของไทย “ใบประกอบวิชาชีพภาคีพิเศษ” แต่ก็จ้างเข้ามาทำงาน ใช้วีซ่านักเรียนบ้าง วีซ่าผู้ติดตามนักเรียนบ้าง เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุน
=> งานก่อสร้างไม่มีคุณภาพ เสี่ยงอันตราย เสี่ยงเกิดภัยสาธารณะ
=> กลับมาจุดเริ่มต้น คือ เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก ถล่มแล้วถล่มเล่า
ทางรถไฟสายมรณะ (2)
จาก “คนไทยมรณะ” สู่ “ประเทศหายนะ”
วงจรทางรถไฟสายมรณะ => นำมาสู่ปัญหาความมั่นคง
=> “ทุนเทา” ทะลักเข้ามาประมูลงาน เพราะประเทศต้นทางแข่งขันกันหนัก และมีมาตรฐานสูงมาก
=> “ทุนเทา” ชื่นชอบประเทศไทย เพราะมาตรฐานต่ำ ระบบตรวจสอบไม่มี แถมมีนักการเมืองกังฉิน (บางคน) ข้าราชการรับใต้โต๊ะ (บางส่วน)
=> “ทุนเทา” ผ่องถ่ายคนเข้ามา ผ่านช่องทางพิเศษ คือเข้ามาทำงานตำแหน่งต่างๆ ทั้งหมด เม็ดเงินที่ได้ก็ส่งกลับประเทศ โดยใช้ประเทศไทยแค่อยู่อาศัย ทำมาหากิน (สูบทรัพยากรและงบประมาณ)
=> หลายบริษัทกลายเป็น “บริษัทก่อสร้างศูนย์เหรียญ” คือแทบไม่มีคนไทยอยู่ในห้วงโซ่การผลิตเลย
=> ขยายเครือข่ายไปสู่ “อุตสาหกรรมต่อเนื่อง” ก็เป็น “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” เช่น เปิดโรงเหล็ก ผลิตเหล็กป้อนสำหรับโครงการก่อสร้าง / นำเข้ากากอุตสาหกรรมเข้ามาหลอมใหม่ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม (เช่น ฝุ่นแดง นำมาหลอมเป็นสังกะสี แต่เป็นของเสีย ประเทศต้นทาง และประเทศพัฒนาแล้วห้ามทิ้ง จึงมาทิ้งที่ไทย)
=> กลายเป็นเครือข่าย “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” ครบวงจร ทั้งผู้รับเหมา ซัปพลายเชน หรือห่วงโซ่อุปทานทั้งกระบวนการ
=> ในขณะที่โลก โดยเฉพาะตะวันตก กำลังสร้างมาตรฐานเรื่อง Sustainable พวกอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญเริ่มประกอบกิจการยาก จึงต้องหาประเทศแบบไทย ในการลงทุนและปักหลัก เพื่อสูบงบประมาณและทรัพยากร
=> เมื่อ “ทุนเทา” นำเข้า “อุตสาหกรรมเทา” และ “กากอุตสาหกรรม” เข้ามาลงทุน เปิดกิจการ ใช้นอมินีประมูลงานในไทย ก็ตั้งรกรากแข็งแกร่ง ขนคนจากชาติตัวเองมาทำงาน เป็น “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ”
=> กลายเป็นปัญหาความมั่นคง เพราะลักลอบเข้ามาโดยใช้วีซ่าปลอม วีซ่านักเรียนหรือผู้ติดตามนักเรียน หรือเข้ามาแต่งงานกับคนไทย เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์และลงทุนในกิจการที่ห้ามต่างชาติทำ บางรายไปไกลถึง “สวมบัตรประชาชนคนตาย-คนหาย” กลายเป็น “คนไทยเต็มตัว” รับสิทธิรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคมทุกอย่าง ลงทุน ซื้อบ้าน คอนโดฯ ทำกิจการได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งไปเลือกตั้งก็ยังได้
**กลายเป็นปัญหา หมู่บ้าน คอนโดฯ ทั้งระดับกลาง ระดับหรู และไฮเอนด์ เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ “ทุนเทา” จำนวนไม่น้อยมาเปิดกิจการเทา ขยายกิจการเทาในไทย ทั้งสถานบันเทิง สถานบริการ และอื่นๆ
**ป.ป.ท.เพิ่งไปจับนายอำเภอ จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง แค่อำเภอเดียว ตรวจสอบครั้งเดียว เจอเอกสารเตรียมออกบัตรประชาชนแบบ “สวมบัตร - บัตรปลอม” ถึง 400 ใบ / หลักฐานราคาจ่ายใต้โต๊ะใบละ 100,000 บาท นายอำเภอคนเดียวรับ 40 ล้านบาท ส่งส่วยใครหรือไม่ ทำเป็นขบวนการใช่หรือไม่
=> (กลับมาจุดเริ่มต้น) จากเหตุการณ์เครนถล่ม 2 วันซ้อน สะท้อนภาพความร้ายแรงของปัญหาคอร์รัปชัน ทุนเทา และนอมินี ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ทำให้ “คนมรณะ” แต่ประเทศกำลัง “หายนะ”