svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

กต.บี้กัมพูชาปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมหยุดบิดเบือน-แทรกแซง

13 ม.ค. 2569

กต.จี้กัมพูชาหยุดบิดเบือนกล่าวหาไทยโจมตีโบราณสถาน - หยุดก้าวก่ายการเลือกตั้งของไทย ชี้เป็นมารยาทพื้นฐานระหว่างรัฐ - บี้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมอย่างเคร่งครัด

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา นับตั้งแต่มีการหยุดยิงภายหลังการลงนามในถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชายังคงค่อนข้างสงบ แม้จะเกิดเหตุระเบิดยิงเข้ามายังฝ่ายไทยจากฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ แต่ก็มีการติดต่อกันทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงด้วยดี พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมาไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเรื่องการหยุดยิงในทุกข้ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงข้อ 6 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และข้อ 8 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมเพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ

รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ยังพบฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการยั่วยุในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการออกแถลงการณ์ การออกข่าว หรือการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงที่มีเนื้อหาบิดเบือน ยั่วยุ หรือเป็นการกล่าวหาไทย โดยไม่มีมูลและไร้หลักฐานที่น่าเชื่อถือ ทั้งยังเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วมฯ โดยมีตัวอย่าง 2 กรณี ได้แก่ 

 

กรณีที่ 1 - ผลกระทบจากการสู้รบต่อโบราณสถานและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ซึ่งในฐานะภาคีของอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 และอนุสัญญามรดกโลก ค.ศ. 1972 ไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนว่า กองทัพกัมพูชาใช้ปราสาทต่าง ๆ เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธและเป็นจุดซุ่มโจมตีฝ่ายไทย โดยที่การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาทั้งสองฉบับข้างต้นที่กำหนดให้กัมพูชา ในฐานะภาคีอนุสัญญาฯ เช่นกัน ต้องปกป้องและไม่ใช้โบราณสถานหรือทรัพย์สินทางวัฒนธรรมใด ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม และยับยั้งการใช้โบราณสถานเพื่อประโยชน์ทางการทหารของกัมพูชา ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักความจำเป็น ได้สัดส่วน และมุ่งไปที่เป้าหมายทางการทหารเท่านั้น เพื่อลิดรอนขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา ซึ่งสามารถกระทำได้ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กรณีที่ 2 - การแสดงความเห็นที่เข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น ซึ่งในห้วงที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความสงบ ทั้งสองฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ดังนั้น การแสดงความเห็นใด ๆ โดยเฉพาะที่มีนัยก้าวก่ายกิจการภายในของอีกฝ่าย ซึ่งในกรณีนี้ คือ เรื่องการเลือกตั้งทั่วไปของไทย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อมารยาทพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดต่อหลักการพื้นฐานของอาเซียน อีกทั้งไม่สะท้อนความพยายามในการยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมฯ และการหาทางออกร่วมกัน

 

ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ฝ่ายไทยจึงขอให้ฝ่ายกัมพูชายุติพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการกระทำที่บ่อนทำลายบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาโดยสันติ เพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน