svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึกเทียบฟอร์ม พรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ใช้แผนไหนเดินเกมเลือกตั้ง

10 ม.ค. 2569

เจาะลึกข้อมูลเทียบฟอร์ม พรรคการเมืองตัวเต็งตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง แต่ละสีใช้แผนไหนในการเดินเกมเก็บคะแนนเสียง

10 มกราคม 2569 เนชั่นทีวี เจาะข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ในศึกเลือกตั้งหนนี้อย่างต่อเนื่อง
 

น้ำเงินเล่นตรงปก : ยุทธศาสตร์ “3 ก๊ก 5 สี”
 

เริ่มจากการอ่านยุทธศาสตร์พรรค “3 ก๊ก 5 สี” ใครดีใครอยู่
 

สีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย - โหนทหาร ล่าสุดกำลังจะโหนปราบทุนเทา ในช่วงที่ทุกพรรคประกาศไม่เอาทุนเทา แต่ไม่มีอำนาจในมือที่จะปราบ
 

สีส้ม พรรคประชาชน - แทบไม่ได้หาเสียง เพราะตอนลงพื้นที่ก็ต้องคอยแก้ต่างวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ขณะที่การเปิดตัว “ว่าที่รัฐมนตรี” ก็ไม่ปังเท่าที่ควร แถมบางคนถูกขุดอดีต ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ และถูกค่อนแคะว่า “ทิ้งเพื่อนร่วมรบ - สายอุดมการณ์ภายในพรรค”
 

สีแดง พรรคเพื่อไทย - ลอยตัวเหนือทุกความขัดแย้ง เล่นบท “ได้หมดถ้าสดชื่น”
 

สีฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ กับ สีเขียว พรรคกล้าธรรม - เล่นบทเผชิญหน้ากันเพื่อชิงอันดับ 4 
 

เจาะลึกเทียบฟอร์ม พรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ใช้แผนไหนเดินเกมเลือกตั้ง

 

“ส้ม”อมทุกข์ - เกมบุกไม่ได้เปิด
 

อาจารย์สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ออกมาวิเคราะห์คล้ายๆ กัน โดยเน้นประเมินท่าทีและภาพลักษณ์การลงพื้นที่ของพรรคใหญ่ และพรรคมีลุ้น
 

พรรคประชาชน - หาเสียงอยู่กับ “โลกสองใบ”
 

พรรคเพื่อไทย - เน้นอ่อนน้อม ถ่อมตน คนไทยชอบ แถมพร้อมจับมือกับทุกพรรค
 

พรรคภูมิใจไทย - ชิลล์​ๆ สบายๆ ล่าสุดหัวหน้าพรรคขี่มอเตอร์ไซค์ไปปราศรัย แต่ใส่หมวกใบเล็กไปนิด
 

พรรคประชาธิปัตย์ - อบอุ่น น่ารัก เหมือนเจอเพื่อนเก่า 

 

เจาะลึกเทียบฟอร์ม พรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ใช้แผนไหนเดินเกมเลือกตั้ง

 

 

น้ำเงินเกมใหม่ ขี่กระสุน ลุ้นกระแส
 

ล่าสุดประเมินอีกรอบ หลังปี่กลองการเมืองเชิดเกือบเต็มพิกัด ทุกฝ่ายเริ่มออกอาวุธ และทุ่มทุนทรัพยากรการเมืองเกทับกันแล้ว
 

พรรคภูมิใจไทย - ขี่ “กระสุน” เอา “กระแส”
 

**เป็นแนว “ภูมิใจไทย พลัส” ของจริง คือไม่ใช่แค่ “ใช้กระสุนสู้กระแส” เหมือนที่หลายคนวิจารณ์ แต่สร้างกระแสด้วยตัวเองด้วย เช่น ส่ง เอกนิติ ศุภจี (ซุปเปอร์จี) ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง เสี่ยหนู ขี่มอเตอร์ไซค์ ล่าสุดขย่มทุนเทา เอาผิดคนการเมืองตามสัญญา (โฆษกโต้งเคยบอกว่า หลังยึดทรัพย์หมื่นล้านเครือข่ายทุนเทาไปแล้ว จะมีล็อตต่อไปโยงคนการเมือง)
 

**คำว่ากระสุน ไม่ใช่แค่ทรัพยากรการเมืองอย่างที่เข้าใจ แต่ยังหมายถึงโหนทหาร โหนกองทัพ และใช้กองทัพข้าราชการช่วยอีกแรง โดยเฉพาะมหาดไทย
 

**ส่วนเกมใต้ดินก็ไม่น้อยหน้า หลังมีข่าว “คลิปอังเคิล” เริ่มแพร่กระจาย 
 

เจาะลึกเทียบฟอร์ม พรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ใช้แผนไหนเดินเกมเลือกตั้ง
 

เพื่อไทยอาการหนัก ติดกับดักความ (ไม่) สำเร็จ
 

พรรคเพื่อไทย - เปิดศึกวาทกรรม เอาใจแฟนคลับสายฮาร์ดคอร์ ควบคู่ไปกับภาพ “นักวิชาการใจดี” ของ ดร.เชน
 

**ปัญหาของพรรคเพื่อไทย คือ ยังติดกับดักความสำเร็จด้านนโยบายเศรษฐกิจ จึงเสนอแพ็คแก้ปัญหาเศรษฐกิจเต็มไปหมด แต่ยังไม่โดดเด่น ไม่โดนใจเหมือนยุคไทยรักไทย หรือเพื่อไทย
 

**ประกอบกับ 2 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยทำลายแบรนด์ตัวเอง เพราะไม่สามารถแก้เศรษฐกิจได้สำเร็จ
 

**ล่าสุดการกลืนน้ำลาย ประกาศลุย “คนละครึ่งพลัส” แต่เป็น “คนละค่อน” เนื่องจากรัฐจะสมทบ 70% กลายเป็นถูกวิจารณ์มากกว่าได้รับคำชม 
 

เจาะลึกเทียบฟอร์ม พรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ใช้แผนไหนเดินเกมเลือกตั้ง
 

พรรคส้มจมเงา “มีเรา…ไม่เหลือใคร?”
 

พรรคประชาชน - เปลี่ยนแท็กติก ปรับจุดยืนครั้งใหญ่ ทั้งลดเพดานฝั่งอุดมการณ์ ไม่พูดเรื่องปฏิรูปสถาบัน ประกาศชัดไม่มีนโยบายแก้ 112 ส่วนกฎหมายนิรโทษกรรมก็ให้รัฐสภา และประชาชนตัดสิน
 

**แต่การแก้เกมด้วยการเปิดตัว “ครม.ในฝัน” กลับไม่ปัง และก่อปัญหาในพรรคตามมา
 

**จุดเด่นของพรรคส้ม คือ "ฟันธง ชัดเจน ไม่ต้องตีความ" ครั้งนี้หายไป จากเดิมที่เคยพูดชัด “มีเราไม่มีลุง” วันนี้ไม่เหมือนเดิม
 

***มีเรา ไม่มีเทา เริ่มเงียบเสียง และเริ่มพูดน้อยลง เพราะโดนย้อนศร และความจำเป็นทางการเมืองบีบบังคับ
 

***จะร่วมรัฐบาลกับสีน้ำเงินอีกหรือไม่ แกนนำตอบไม่ตรงกัน (เท้ง ธนาธร บอกไม่มีอีกแล้ว แต่ก็ถูกถามว่า เฉพาะกรณีขานชื่อ อนุทินเป็นนายกฯ อีกรอบหรือไม่ หากไม่ใช่เงื่อนไขนี้ก็ร่วมได้หรือเปล่า เช่น พรรคส้มเป็นแกนนำ เพราะ ไหม ศิริกัญญา ออกมาบอกใหม่ว่า ไม่ได้ปิดทาง แต่ต้องรับเงื่อนไขของพรรคให้ได้) 
 

เจาะลึกเทียบฟอร์ม พรรคตัวเต็งตั้งรัฐบาล ใช้แผนไหนเดินเกมเลือกตั้ง
 

นโยบายหลบใน เลือกตั้งใหญ่ 69
 

ทั้งหมดนี้สะท้อนผ่าน อาจารย์ณัฐพงศ์ บุญเหลือ นักรัฐศาสตร์จากรามคำแหง ที่ประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งที่แล้ว คือ
 

 - นโยบายเด่นๆ มีน้อยลง

 - พรรคการเมืองเสนอนโยบายน้อยลง

 - เน้นชูตัวบุคคลมากขึ้น แม้แต่พรรคประชาชนเอง

 - และมีข่าวการใช้เงินหนาหูจริงๆ