ต้องรับให้ได้! "ส้ม" โดนคนไล่เรื่องธรรมดา สุดท้ายดูที่ผลเลือกตั้ง
04 ม.ค. 2569
ต้องยอมรับให้ได้! "ส้ม" โดนชาวบ้านไล่ เรื่องธรรมดา “ทหารมีไว้ทำไม” ปฏิบัติการไอโอโต้กลับช่วงเลือกตั้ง ผลลัพธ์วาทกรรมครั้งนี้ ตัดสินกันที่ผลเลือกตั้ง
ข่าว
04 ม.ค. 2569
ต้องยอมรับให้ได้! "ส้ม" โดนชาวบ้านไล่ เรื่องธรรมดา “ทหารมีไว้ทำไม” ปฏิบัติการไอโอโต้กลับช่วงเลือกตั้ง ผลลัพธ์วาทกรรมครั้งนี้ ตัดสินกันที่ผลเลือกตั้ง
4 มกราคม 2569 การเลือกตั้งท่ามกลางกระแสชาตินิยมพุ่งแรง จากการสู้รบระหว่างไทยกัมพูชา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าจับตา 2 อย่าง คือ
หนึ่ง การที่ผู้สมัคร สส. และแกนนำของ “พรรคส้ม” ถูกต่อว่า และไม่ต้อนรับจากพี่น้องประชาชนบางส่วนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่
สอง มีการต่อสู้ทางวาทกรรม และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ว่าด้วย “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีพรรคส้มโดยตรง โดยฝ่ายกองทัพ และทหารในระดับปัจเจกบุคคล ออกมาเคลื่อนไหวทางตรงในสถานการณ์นี้
คำถามก็คือ บรรยากาศที่เกิดขึ้นนี้ยังเป็นปกติอยู่หรือไม่ หรือว่ามีความน่ากังวลที่จะบานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมไทย
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผอ.เนชั่นโพล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในฐานะอดีตเลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจ
เริ่มจากหลักการ ประเทศของเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย ฉะนั้นทุกคนจึงมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดหรือด้อยค่าบุคคลอื่น
ผศ.ดร.เชษฐา อธิบายต่อว่า จากหลักการข้างต้น กรณีที่พรรคส้มไปหาเสียงที่ไหน แล้วโดนประชาชนบางส่วนไล่ ต่อว่า หรือไม่ต้อนรับ ต้องบอกว่า เป็นเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่จะทำแบบนั้น เพราะถือเป็นการแสดงออกทางความคิดทางการเมือง
ส่วนพรรคส้ม ก็มีเสรีภาพในการไปขอคะแนนและหาเสียงในทุกพื้นที่เช่นกัน แต่เมื่อการทำงานการเมืองเข้าข่ายเป็น “บุคคลสาธารณะ” ก็ต้องยอมรับที่จะถูกต่อว่า วิจารณ์ในแง่ลบ เพราะในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ก็มีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนพรรคส้มเช่นกัน
ฉะนั้นในกรณีของพรรคส้มถูกต่อว่า ไม่ต้อนรับจากพี่น้องประชาชนบางส่วน จึงยังถือเป็นภาวะปกติของสังคมประชาธิปไตย แต่ก็ต้องย้ำเตือนว่า การแสดงท่าทีควรจำกัดเฉพาะการแสดงความเห็นว่าไม่สนับสนุนหรือไม่เห็นด้วยกับพรรคส้มเท่านั้น ไม่ควรทำถึงขั้นด่าทอ หรือใช้ความรุนแรง เพราะมิฉะนั้นอาจล้ำเส้นเป็นการละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่น
ส่วนกรณีการต่อสู้ทางวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” โดยฝ่ายกองทัพ และทหารระดับนายพล ออกมาแสดงความเห็นด้วยตัวเองนั้น อาจารย์เชษฐา มองว่า ทหารเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่ง หากพิจารณาในแง่ของสังคมพหุนิยม ทหารก็มีสิทธิ์พูด มีสิทธิ์สะท้อนความรู้สึก โดยไม่เป็นการไปด้อยค่า หรือใช้ความรุนแรงกับอีกฝ่าย
ขณะที่พรรคส้ม ในฐานะบุคคลสาธารณะของความเป็นพรรคการเมือง ย่อมต้องถูกวิจารณ์ได้ และทหารก็สามารถแสดงออกได้ทั้งในทางสถาบันของตน และในทางส่วนตัว เพราะทหารก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ส่วนจะมองว่าทหารทำไอโอหรือไม่ ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ และฝั่งพรรคส้มก็สามารถตั้งกลุ่ม มอนิเตอร์ หรือไอโอกลับได้เหมือนกัน
อาจารย์เชษฐา ย้ำว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 กรณี ยังถือว่าอยู่ภายใต้สังคมเสรีประชาธิปไตย และการเป็นบุคคลสาธารณะทางการเมือง ต้องยอมรับได้ เมื่อเจอก้อนอิฐ หรือดอกไม้
อดีตเลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์ฯ ยังแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ประเด็น ”ทหารมีไว้ทำไม” เป็นการต่อสู้เชิงวาทกรรม ทหารมองว่าพรรคส้มสร้างวาทกรรมนี้ขึ้นมา และทำให้พวกตนถูกด้อยค่ามานาน เมื่อมีโอกาส มีจังหวะ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากศึกไทย-กัมพูชา จึงถือโอกาสตอบโต้วาทกรรมนี้
ส่วนฝั่งพรรคส้มก็บอกว่า ที่สร้างวาทกรรมนี้เพื่อต้องการปฏิรูปกองทัพ พวกตนคัดค้านเฉพาะทหารที่ทำรัฐประหาร และย้ำว่าอย่าตีความเกินเลยไปถึงทหารอาชีพ
อาจารย์เชษฐา ชี้ว่า การต่อสู้ทางวาทกรรมครั้งนี้ ดุเดือดขึ้นเพราะเป็นช่วงเลือกตั้งพอดี จึงมีการต่อสู้กันระหว่างขั้วอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ทหารเองก็เป็นตัวแทนขั้วอนุรักษ์นิยม เป็นฝ่ายขวา ส่วนพรรคส้ม ก็เป็นฝ่ายซ้าย เป็นขั้วตรงข้าม จึงต้องต่อสู้กันทางความคิด มีการใช้การสร้างเรื่องราว หรือการสร้างวาทกรรมตอบโต้กัน โดยตอกย้ำจุดยืนของตัวเอง และดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม
เรื่องนี้ในทางทฤษฎี ใครจะชนะ ขึ้นกับว่ามหาชนเชื่อหลักเหตุ และผลของวาทกรรมใดมากกว่ากัน โดยวิธีวัด ก็คือการทำโพล หรือรอวัดกันจากผลการเลือกตั้งเลยก็ได้ แต่ต้องยอมรับว่า ประเด็นนี้ฝ่ายกองทัพได้เปรียบนิดๆ เพราะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เรื่องสงครามไทย-กัมพูชา
