ผ่ายุทธศาสตร์พิลึก “พล.อ.รังษี” งานนี้มีลับลม!
พูดถึง “คุณกังฟู” ที่มักน้อย ขอแค่ 300,000 คะแนน ส่งปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 คือ ตัวคุณกังฟู หัวหน้าพรรค เข้าสภา
จึงอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ที่วางปาร์ตี้ลิสต์ของตัวเองไว้ถึงอันดับ 10 แล้วก็อ้างว่า ต้องการเดิมพัน ขอคะแนน 3 ล้านคะแนน เพื่อให้ได้ สส. 10 คน
งานนี้วิจารณ์กันหนาหูว่า มีเหตุผลลึกๆ อะไรหรือไม่ โดยมี 2 ประเด็นที่ถกเถียงกัน
- หนึ่ง คือ พรรคเศรษฐกิจมีโอกาสได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 3 ล้านคะแนนหรือไม่
- สอง คือ งานนี้มีเบื้องหลังอย่างอื่นหรือไม่
เริ่มกันที่ข้อแรกก่อน คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่จะทำให้ได้ สส. 1 คนในการเลือกตั้งรอบนี้ ปี 69 กกต.ประกาศออกมาแล้ว อยู่ที่ราวๆ 3.9 แสนคะแนน ต่อ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตีกลมๆ คือถ้าจะได้ สส. 3 คน (เผื่อปัดขึ้น หรือปัดเศษ) ต้องได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคะแนน
ฉะนั้นหากพรรคเศรษฐกิจต้องการได้ สส. 10 คน เพื่อให้ พลเอกรังษี เข้าสภา ต้องได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า 3 ล้านคะแนน
แต่ปัญหาและอุปสรรคของพรรคเศรษฐกิจคือ
- เป็นพรรคตั้งใหม่ คนอาจจะยังจำชื่อพรรคได้ไม่แม่น รู้จักแต่พรรค พลเอกรังษี
- ฐานเสียงจัดตั้งมีไม่ครบทุกจังหวัด สังเกตได้จากการไม่ส่ง สส.เขตครบ 400 เขต และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่ครบ 100 คน
- ขนาดพรรคใหญ่ๆ เช่น ภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งปี 66 ส่ง สส.เขตครบ 400 เขต ยังได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์แค่ 1.1 ล้านคะแนน ได้ สส.มาแค่ 3 คน ทั้งๆ ที่การส่ง สส.เขตครบทุกเขต ย่อมช่วยรณรงค์หาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้มากขึ้น
เราสอบถามไปยัง “นักทำโพลมืออาชีพ” อย่าง ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล ได้รับคำตอบแบบฟันธงว่า “พรรคเศรษฐกิจไม่มีทางได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 10 คน” เพราะอย่างเก่งก็จะได้ 3-4 คน
อาจารย์สุวิชา บอกเอาไว้แบบนี้ “เต็มที่ประมาณ 3 เก้าอี้ แต่ผมว่าถึงเวลาเลือกตั้งจริงๆ จะลดลงอีก เพราะพรรควางยุทธศาสตร์ผิด เมื่อวางตัว พลเอกรังษี ไว้ในลำดับที่ไกลเกินไป สุดท้ายคนชอบ พลเอกรังษี ก็จะไม่เลือก เพราะเลือกไปก็คงไม่ถึง และไม่อยากได้คนอื่นแทน พลเอกรังษี ในท้ายที่สุดแล้ว พลเอกรังษี จะไม่ได้เข้าสภา แต่อาจมีคนอื่นเข้าสภาไปแทน 1-2 คน เมื่อถึงวันนั้น พลเอกรังษี ไม่มีบทบาทในสภา ทุกอย่างจะจางลง พอกระแสชาตินิยมจางลง ทุกคนจะลืมแก คราวหน้าแกจะกลับมาลำบาก
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผอ.เนชั่นโพล ให้ทัศนะสอดคล้องกันว่า หากย้อนดูนักการเมืองที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ พูดจาถึงลูกถึงคน อย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เลือกตั้งปี 62 ได้คะแนน 8.2 แสนคะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 10 คน แต่การเลือกตั้งปี 62 เป็นกติกา “บัตรใบเดียว” เอื้อกับพรรคเล็ก
ต่อมาในการเลือกตั้งปี 66 ซึ่งกติกาคนละแบบ พรรคเสรีรวมไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 3.5 แสนคะแนน ได้ สส.มาแค่ 1 คน
อาจารย์เชษฐา สรุปว่า แม้สถานการณ์วันนี้ พล.อ.รังษี ดูดีกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ด้วยกติกาการเลือกตั้งปัจจุบันที่เอื้อพรรคใหญ่ เชื่อว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเศรษฐกิจไม่มีทางถึง 3 ล้านคะแนน ที่จะทำให้ได้ สส. 10 คนอย่างแน่นอน
เหตุผลคือ...
1.กติกาเหมือนกับปี 66 ไม่เอื้อพรรคเล็ก
2.พรรคเศรษฐกิจเกาะกระแสชาตินิยมอย่างเดียว กลายเป็นข้อจำกัดหลายด้าน กล่าวคือ
- สีน้ำเงินมาแรง ในกระแสชาตินิยมเหมือนกัน ทำให้ประชาชนมีทางเลือก
- ปรากฏการณ์ในวันเลือกตั้ง หากโหวตเตอร์สายอนุรักษ์กังวลว่า คะแนนที่ออกมาจะสู้พรรคส้ม หรือพรรคสีแดงไม่ได้ คนก็ไม่อยากปล่อยให้คะแนนกระจายออกไป ก็จะมุ่งเทไปที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมที่เป็นแกนนำ เช่น พรรคภูมิใจไทย หรือประชาธิปัตย์เป็นหลัก
“ผมขอฟันธงว่า ตัวเลข 3 ล้านคะแนนของพรรคเศรษฐกิจ เป็นไปไม่ได้”
- การวางยุทธศาสตร์ให้ พลเอกรังษี อยู่เบอร์ 10 ถือว่าแปลกมาก เพราะหัวหน้าพรรคที่เป็นแรงดึงดูด มีแต่จะวางไว้เบอร์ 1 เพื่อดึงคนให้มาเลือกมากขึ้น แต่พอไปวางอันดับ 10 เป็นอันดับที่ไกลเกินฝัน ไกลเกินจริง ยุทธศาสตร์นี้จึงไม่น่าจะประสบความสำเร็จ และตนคิดว่าน่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่า
“ถ้าลำดับ 5 ยังพอเข้าใจ แต่นี่ไปถึงลำดับ 10 ผมคิดว่ามีเหตุผลอื่นที่พูดไม่ได้มากกว่า”
- เหตุผลสำคัญคือ การวางลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 10 อยู่ต่อหลังบางคนที่มีเครดิตน้อยกว่ามาก ทำให้รู้สึกเสียศักดิ์ศรี ทำให้ผู้สนับสนุนผิดหวัง จะกลายเป็นกระแสตีกลับ ทำให้คนไม่เลือกในที่สุด
สงสัย “ดีลพรรคใหญ่สายอนุรักษ์” รวมเสียงหักส้ม
อาจารย์เชษฐา ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลที่พอจะนึกออก คือ อาจจะมีการดีลจากพรรคใหญ่ฝั่งอนุรักษ์นิยมด้วยกัน เพื่อป้องกันไม่ให้คะแนนกระจายไปหลายพรรค แต่ตีกรอบให้คะแนนเทไปที่พรรคใหญ่พรรคเดียว ทำให้พรรคเล็กอย่างพรรคเศรษฐกิจไม่มาตัดคะแนน แล้วอาจจะตกลงเจรจา มอบทรัพยากร และรับประกันตำแหน่งบางตำแหน่งในรัฐบาลชุดหน้า