เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร และเตรียมแผนการส่งน้ำเข้าทุ่ง เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าด้วย ควบคู่การแก้ไขปัญหาด้านน้ำอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้ สทนช.เร่งรัดขับเคลื่อนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง-น้ำท่วม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำในระดับพื้นที่ และมอบหมายกรมชลประทานเร่งรัดการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ด้าน เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาล่าสุดวันนี้ ( 3 ต.ค.) มีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนทั้ง 4 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 18,057 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็น 73% ของปริมาณการกักเก็บ และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 6,814 ล้าน ลบ.ม. โดยการระบายน้ำ ณ สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ 2,643 ลบ.ม./วินาที ซึ่งพบว่าน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 54 ที่ระบายในอัตรา 3,628 ลบ.ม./วินาที และยังน้อยกว่าปี 64 อัตรา 2,776 ลบ.ม./วินาที
แม้ว่าปริมาณฝนปีนี้จะใกล้เคียงกับช่วงเวเลาเดียวกันในปี 2554 แต่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ การกำหนดแผนปฏิบัติการป้องกันล่วงหน้าตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ เขื่อนทุกขนาด และพื้นที่แก้มลิง เพื่อชะลอน้ำหลากในพื้นที่ตอนบนให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้น้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยังอาจจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกันน้ำบ้าง ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 32 จังหวัด อาทิ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ สุโขทัย ชัยภูมิ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ลพบุรี เพชรบูรณ์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท ชลบุรี และพังงา เป็นต้น
ธนพนธ์ รายงานจากจ.ชัยนาท