ภายหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการประชุมกนง. เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2565 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1เสียง ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 0.75% ต่อปีโดยให้มีผลทันที ทำให้มีความเคลื่อนไหวจากภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงภาคการเมืองที่แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา "นายอุตตม สาวนายน" อดีตรมว.คลังในฐานะหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยได้ออกมาโพสต์ผ่านเพจอุตตม สาวนายน ต่อสถานการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ย
มีเนื้อหาว่า ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ .25 เป็นร้อยละ .75 ในวันนี้ (10 ส.ค.) เป็นไปตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย
การใช้นโยบายการเงินโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้น เป็นแนวทางปกติในภาวะที่มีความห่วงใยเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น อย่างไรก็ดีการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย เช่น อาจทำให้การบริโภคของประชาชนชะลอตัวลงได้ รวมทั้งทำให้ต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการภาคธุรกิจหลายประเภทยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้มีสถาบันการเงินออกมาบอกว่าจะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ให้นานที่สุด
แต่ดูจากท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็จะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก ซึ่งก็จะมีผลต่อประชาชนและผู้ประกอบการ จึงมีความเป็นจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลในการบริหารจัดการนโยบายการเงินเพื่อดูแลเรื่องเงินเฟ้อ กับนโยบายการคลังเพื่อดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นได้แท้จริง