ซาอุฯ วิกฤต! มกุฎราชกุมารหลบเข้าบังเกอร์ หลังฮูตีถล่มยับ-ขาดระบบสกัด
12 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ซาอุดีอาระเบียเผชิญวิกฤตหนัก หลังขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นจนกลุ่มฮูตีระดมถล่มสนามบินริยาด ทำมกุฎราชกุมารต้องย้ายที่ประทับเข้าบังเกอร์ใต้ดินรับมือ
ข่าว
12 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ซาอุดีอาระเบียเผชิญวิกฤตหนัก หลังขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นจนกลุ่มฮูตีระดมถล่มสนามบินริยาด ทำมกุฎราชกุมารต้องย้ายที่ประทับเข้าบังเกอร์ใต้ดินรับมือ
KEY
POINTS
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสื่อยักษ์ใหญ่ The Wall Street Journal ซึ่งระบุแหล่งข่าวระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของทางการซาอุดีอาระเบีย ว่า ขณะนี้ประเทศซาอุดีอาระเบียกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตด้านความมั่นคงขั้นรุนแรง เนื่องจากกำลังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) สำหรับใช้ในระบบป้องกันภัยทางอากาศ หลังจากที่ต้องแบกรับการระดมโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธร่อน จากกลุ่มติดอาวุธฮูตีในประเทศเยเมนอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า กองทัพซาอุดีอาระเบียต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งในการสกัดกั้นภัยคุกคามเหนือน่านฟ้าซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ทั่วประเทศ จนทำให้ผู้บังคับบัญชาต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนยุทธการ ด้วยการโยกย้ายแท่นยิงระบบป้องกันภัยทางอากาศ "แพทริออต" (Patriot) และยุทโธปกรณ์สกัดกั้นอื่นๆ สลับไปมาระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ กับเขตพระราชฐานเพื่อตรึงกำลังรับมือ
จากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว ส่งผลให้ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรงเป็นผู้ปกครองประเทศโดยพฤตินัย ทรงต้องปรับเปลี่ยนการประทับ โดยย้ายไปมาระหว่างพระราชวังที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และหลบภัยอยู่ภายในบังเกอร์ใต้ดินเป็นการชั่วคราว โดยมีกองกำลังและทีมคุ้มกันพิเศษดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ความเคลื่อนไหวทางยุทธการครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จากการที่กลุ่มฮูตีระดมโจมตีเข้าใส่พื้นที่สนามบินนานาชาติคิง คาลิด ในกรุงริยาด เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม ซึ่งนับเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ที่พุ่งเป้ามายังประตูสู่เมืองหลวงของประเทศ โดยการโจมตีในรอบก่อนหน้านี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย เที่ยวบินพาณิชย์ต้องถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบิน ขณะที่การดำเนินงานภายในสนามบินต้องหยุดชะงักลงทั้งหมด
ขณะที่บรรยากาศโดยรวมภายในประเทศซาอุดีอาระเบียตกอยู่ในความประหวั่นพรั่นพรึง และกำลังขยายวงกว้างไปทั่วทั้งภูมิภาค มีข่าวลือเรื่องผู้บาดเจ็บแพร่กระจายไปทั่ว ขณะที่สถานทูตแคนาดาได้ออกประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่สนามบิน ด้านสถานีโทรทัศน์อัล-อาราบิยา ซึ่งเป็นสื่อหลักของประเทศ กลับยังคงออกอากาศรายการซ้ำตามปกติแทนที่จะตัดเข้าสู่การรายงานข่าวฉุกเฉิน ก่อนที่ทางการซาอุดีอาระเบียจะออกมายอมรับถึงการถูกโจมตีในเวลาต่อมา
แม้ว่าทางการซาอุดีอาระเบียจะใช้วิธีปิดบังข้อมูลข่าวสารระหว่างการโจมตีโดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่การพยายามแสดงท่าทีสงบสยบความเคลื่อนไหวดังกล่าว เริ่มส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคธุรกิจและสังคมอย่างชัดเจน โดยบริษัทหลายแห่งในกรุงริยาดเริ่มสั่งให้พนักงานเปลี่ยนไปทำงานจากบ้าน (Work from Home) ขณะที่ประชาชนตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
นอกจากนี้ รัฐบาลในกลุ่มประเทศอาหรับยังได้บังคับใช้มาตรการเข้มงวดด้วยการจำกัดการรายงานข่าวของสื่อมวลชน และกำหนดให้การโพสต์ข้อความหรือภาพเหตุการณ์บนโซเชียลมีเดียถือเป็นความผิดทางอาญา แม้ว่าผู้อยู่อาศัยในพื้นที่จริงจะสามารถมองเห็นและยินเสียงระเบิดดังกึกก้องด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องก็ตาม