เนชั่นทีวี

ข่าว

"กัมพูชา"โต้เดือดกรณีภาพโบราณเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2026

24 ก.ย. 2569 | apirak_pra

"กัมพูชา"โต้เดือดกรณีภาพโบราณเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2026

WORLD: โต้อุตลุด! ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชาท้าชนไทย ปมนำภาพถ่ายโบราณปี 1906 สวมสไบขึ้นเวที Miss Universe Cambodia 2026 อ้างเป็นยายซก ไม่ใช่ภาพไทย

WORLD: โต้อุตลุด! ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชาท้าชนไทย ปมนำภาพถ่ายโบราณปี 1906 สวมสไบขึ้นเวที Miss Universe Cambodia 2026 อ้างเป็นยายซก ไม่ใช่ภาพไทย

KEY

POINTS

  • กัมพูชาโต้แย้งกรณีภาพถ่ายโบราณบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส โดยอ้างว่าเป็นภาพ "ยายซก" นางรำหลวงของเขมร ไม่ใช่ภาพหญิงไทยตามที่ฝ่ายไทยกล่าวอ้าง
  • นักวิจัยกัมพูชายืนยันตัวตนบุคคลในภาพโดยอ้างหลักฐานจากเอกสารประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสและข้อมูลจากทายาท
  • ฝ่ายกัมพูชาระบุว่าภาพดังกล่าวถ่ายขึ้นราวปี ค.ศ. 1866 โดยช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระนโรดม
  • กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาเตรียมจัดสัมมนาเรื่อง "สไบเขมร" และการแต่งกายโบราณ เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรม

ประเด็นข้อพิพาทด้านมรดกวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาบนโลกออนไลน์และแวดวงวิชาการยังไม่จบง่ายๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านวัฒนธรรมของกัมพูชา ได้ออกมาตอบโต้และท้าทายข้อกล่าวหาจากฝั่งประเทศไทย กรณีภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ของหญิงโบราณสวมชุดไทยโบราณและสไบ ซึ่งถูกนำไปขึ้นฉากหลังบนเวทีการประกวด มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา 2026 (Miss Universe Cambodia 2026) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยฝั่งไทยระบุว่า ภาพถ่ายฟิล์มกระจกดังกล่าวถูกถ่ายขึ้นในปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) และจัดเก็บรักษาไว้อย่างถูกต้อง ณ หอพระสมุดวชิรญาณ หรือหอสมุดแห่งชาติของไทย

 

ทว่าทางฝั่งกัมพูชา นายวิรัตน์ วารานี นักวิจัยด้านศิลปะและประวัติศาสตร์กัมพูชา ได้ออกมาตอบโต้คำกล่าวอ้างของไทย โดยยืนยันว่า ภาพถ่ายเจ้าปัญหาดังกล่าวคือภาพของ "ยายซก" (Yeay Sok) นางรำหลวงในรัชสมัยของสมเด็จพระนโรดม และเป็นมารดาของ ล็อก ชุมเตียว สุวรรณนกซา มลิส จวน โดยทีมงานของเขาอ้างว่าได้ค้นพบเอกสารประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและข้อมูลจากทายาทที่ระบุยืนยันตัวตนของบุคคลในภาพอย่างชัดเจน

นายวิรัตน์ อ้างเพิ่มเติมว่า ภาพถ่ายของยายซกที่ยังคงเหลืออยู่นั้น เกิดจากการที่สมเด็จพระนโรดมทรงพระราชทานอนุญาตให้ เอมิล จีแซล ช่างภาพชาวฝรั่งเศส ถ่ายภาพนางรำหลวงเขมรไว้ในช่วงปี ค.ศ. 1866 พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยังฝั่งไทยว่า เหตุใดจึงยังคงมีความพยายามตีความที่แตกต่างออกไป ทั้งที่มีคำยืนยันจากทายาทและเอกสารประวัติศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังระบุว่าการวิเคราะห์เครื่องแต่งกายและทรงผมควรพึ่งพาเอกสารต้นฉบับ มากกว่าการสันนิษฐานด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว

 

ขณะที่ นายทุย จันถน (Thuy Chanthoun) รองประธานสถาบันวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ แห่งราชบัณฑิตยสภากัมพูชา ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยเคยเป็นที่รู้จักในนาม "สยาม" ก่อนปี ค.ศ. 1932 จึงรับเอาอิทธิพลในภูมิภาคร่วมกัน โดยระบุว่า วัฒนธรรมจะแข็งแกร่งและส่งอิทธิพลต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจและทรัพยากรบุคคลของประเทศนั้นๆ มีความแข็งแกร่ง
 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการปะทะกันอย่างเดือดดาลบนโลกออนไลน์ กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ได้ประกาศเตรียมจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับ "สไบเขมร" (Khmer sbai) และการแต่งกายในพิธีแต่งงานโบราณ ในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ โดยจะนำผู้เชี่ยวชาญและครูภูมิปัญญามาสาธิตวิธีการห่มสไบเขมรให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจและช่างแต่งหน้า เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าของมรดกชุดโบราณต่อไป

ข่าวล่าสุด