เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการวิเคราะห์สุนทรพจน์ "ทรัมป์" บนเวที UNGA81 เป็นไปตามคาด-เซอร์ไพรส์เล็กน้อย

23 ก.ย. 2569 | apirak_pra

นักวิชาการวิเคราะห์สุนทรพจน์ "ทรัมป์" บนเวที UNGA81 เป็นไปตามคาด-เซอร์ไพรส์เล็กน้อย

อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ชี้สุนทรพจน์ทรัมป์บนเวที UNGA81 เมินพหุภาคี เดินหน้าทวิภาคี ขู่ทำลายล้างอิหร่าน และรีแบรนด์ AI เป็น Superintelligence

อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ชี้สุนทรพจน์ทรัมป์บนเวที UNGA81 เมินพหุภาคี เดินหน้าทวิภาคี ขู่ทำลายล้างอิหร่าน และรีแบรนด์ AI เป็น Superintelligence

KEY

POINTS

  • เนื้อหาสุนทรพจน์ส่วนใหญ่เป็นไปตามคาดการณ์ โดยเน้นการสื่อสารกับผู้ลงคะแนนเสียงในประเทศผ่านการชูผลงานเศรษฐกิจ และแสดงท่าทีเปิดหน้าชนกับองค์กรพหุภาคี
  • มีการใช้ภาษาที่แข็งกร้าวข่มขู่อิหร่านอย่างรุนแรงว่าจะ "ทำลายล้าง" จนเป็นเหตุให้คณะผู้แทนอิหร่านเดินออกจากห้องประชุมเพื่อประท้วง
  • มีประเด็นที่สร้างความประหลาดใจคือการปฏิเสธกรอบกำกับดูแล AI สากล พร้อมเสนอเปลี่ยนชื่อเป็น "Superintelligence" (SI) เพื่อเดินหน้าแข่งขันทางเทคโนโลยีกับจีน
  • บทวิเคราะห์สรุปว่าทรัมป์ใช้เวที UN เพื่อยื่นคำขาดและผลักดันการเจรจาแบบทวิภาคีตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ แทนการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเมินการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 (UNGA Session 81) ณ นครนิวยอร์ก โดยระบุว่า ภาพรวมของสุนทรพจน์ความยาว 35 นาทีในครั้งนี้ เป็นไปตามโครงสร้างและกรอบการวิเคราะห์ที่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเกือบทั้งหมด ทั้งการดึงวาระทางการเมืองภายในประเทศขึ้นมาฉายเดี่ยว การเปิดหน้าชนกับองค์กรพหุภาคี และการใช้ยุทธศาสตร์การทูตแบบทวิภาคีเพื่อบีบข้อตกลง โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจและประเด็นไฮไลต์ระดับโลกหลากมิติ

 

เน้นส่งสารหาผู้ลงคะแนนในประเทศ-เปิดฉากชนพหุภาคี

 

อ.กฤษฎา ระบุถึงการประเมินสุนทรพจน์ใน 4 ประเด็นหลัก โดยประการแรกคือ การนำวาระการเมืองภายในขึ้นชู (Domestic Audience Alignment) ซึ่งตรงตามคาดการณ์ เนื่องจากทรัมป์เปิดฉากด้วยการฉายภาพตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดัชนีตลาดหุ้นที่ทำนิวไฮ อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว และการประกาศชัยชนะเรื่องตัวเลขการข้ามพรมแดนผิดกฎหมายที่เป็นศูนย์ ซึ่งสารเหล่านี้ถูกส่งกลับไปหาผู้ลงคะแนนเสียงในอเมริกาโดยตรง มากกว่าจะมุ่งสื่อสารกับผู้นำโลกในห้องประชุม

 

ประการต่อมาคือ ท่าทีต่อตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน ทรัมป์ใช้ภาษาที่แข็งกร้าวที่สุดบนเวทีสากล โดยเปิดทางเลือกให้อิหร่านเพียงสองทาง คือ ยอมเจรจาตกลงหลังการเลือกตั้งกลางเทอม หรือการถูกทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ (annihilate) พร้อมทั้งออกตัวปกป้องนโยบายพลังงานและการสะสมยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่

นักวิชาการวิเคราะห์สุนทรพจน์ "ทรัมป์" บนเวที UNGA81 เป็นไปตามคาด-เซอร์ไพรส์เล็กน้อย

ประการที่สามคือ การปฏิเสธกรอบกำกับดูแล AI สากล ทรัมป์เปิดหน้าโจมตีกลุ่มคนที่พยายามจำกัดการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากกลุ่มคนที่เคยปั่นกระแสเรื่องโลกร้อน พร้อมประกาศเปลี่ยนชื่อเรียก AI เป็น "Superintelligence" (SI) เพื่อเดินหน้าการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับจีน โดยไม่สนใจคำเตือนหรือกรอบควบคุมของ UN

 

และประการสุดท้ายคือ ยุทธศาสตร์ข้ามหัวพหุภาคี (Bypassing Multilateralism through Bilateralism) ซึ่งทรัมป์ตอกย้ำว่ามติของ UN เป็นเพียง "คำพูดที่ว่างเปล่า" (empty words) พร้อมใช้เวทีนี้ประกาศดีลทวิภาคีภายนอก เช่น ข้อตกลงฐานทัพในกรีนแลนด์ รวมถึงการเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาตัวต่อตัวกับผู้นำจีนและยูเครน

 

ไฮไลต์ช็อกโลก: อิหร่านเดินออกจากห้องประชุม-บลัฟคลังอาวุธ

 

นอกเหนือจากเนื้อหาตามกรอบนโยบายแล้ว บทวิเคราะห์ของ อ.กฤษฎา ยังชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์และวาทกรรมสำคัญกลางห้องประชุมสมัชชาใหญ่ฯ ดังนี้

  • การเดินออกจากห้องประชุมของคณะผู้แทนอิหร่าน (Iranian Walkout): เพียงประมาณ 10 นาทีหลังจากทรัมป์เริ่มยกระดับการกดดันอิหร่านและขู่ใช้กำลังทหาร คณะผู้แทนของอิหร่านได้ประท้วงด้วยการเดินออกจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่ทันที เหลือไว้เพียงที่นั่งของเจ้าหน้าที่ระดับล่างเพียงคนเดียว

นักวิชาการวิเคราะห์สุนทรพจน์ "ทรัมป์" บนเวที UNGA81 เป็นไปตามคาด-เซอร์ไพรส์เล็กน้อย

  • ข้อเสนอเปลี่ยนชื่อ "AI" เป็น "Superintelligence" (SI): การเสนอเปลี่ยนชื่อเรียกกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างมาก ซึ่งถูกวิเคราะห์ผ่าน 4 มิติ คือ การปรับวาทกรรมลบภาพคำว่า Artificial ที่ฟังดูไม่จริง ให้กลายเป็นพลังเหนือมนุษย์, การทำลายความน่าเชื่อถือของ UN ด้วยการเปรียบเทียบคำเตือนเสี่ยง AI กับกระแสโลกร้อน, การชูชาตินิยมทางเทคโนโลยีเพื่อคว้าชัยชนะเหนือจีน และการปลุกกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ

 

  • วาทกรรมช็อกจากความขัดแย้งกับอิหร่าน: ทรัมป์ใช้ภาษาข่มขู่ที่ดุดันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนบนเวทีการทูต UN โดยการตั้งคำถามข่มขวัญกลางที่ประชุมว่า 

"Do I annihilate the Islamic Republic, and do it quickly... Do I drive them into hell with no chance of survival and no hope of future greatness?"
(ฉันควรจะทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามอย่างรวดเร็ว... ส่งพวกเขาดิ่งลงสู่นรกโดยไม่เหลือโอกาสให้รอดชีวิตหรือมีความหวังในอนาคตดีหรือไม่?)

ก่อนจะสรุปว่าเขาเชื่อว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

 

  • การบลัฟเรื่องคลังแสงยุทโธปกรณ์: ทรัมป์ประกาศกลางห้องประชุมว่า สหรัฐฯ มียุทโธปกรณ์และอาวุธมากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการหรือนำออกมาใช้ได้หมด เพื่อสยบข่าวลือเรื่องคลังอาวุธร่อยหรอ อย่างไรก็ตาม รายงานเชิงลึกจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และคำเตือนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) กลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม ว่าคลังยุทโธปกรณ์สำรองกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนักจากปฏิบัติการทางทหารที่ต่อเนื่อง

 

บทสรุป: ยุคสมัยแห่งพหุภาคีนิยมแบบดั้งเดิมถูกปฏิเสธ

 

อ.กฤษฎา สรุปทัศนวิจารณ์ในตอนท้ายว่า สุนทรพจน์ความยาว 35 นาทีของทรัมป์ในครั้งนี้ ตอกย้ำว่ายุคสมัยแห่งพหุภาคีนิยมแบบดั้งเดิมถูกปฏิเสธอย่างเปิดเผย ทรัมป์ไม่ได้ใช้เวที UNGA เพื่อสร้างฉันทามติร่วมกับนานาชาติ แต่ใช้เป็นพื้นที่แถลงคำขาด (Ultimatum) เพื่อบีบให้คู่ขัดแย้งและมิตรประเทศต้องยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาแบบทวิภาคีตัวต่อตัว ตามเงื่อนไขและจังหวะเกมของสหรัฐฯ ในขั้นตอนถัดไป

ข่าวล่าสุด