เนชั่นทีวี

ข่าว

ตลาดขานรับสัญญาณการทูต! ราคาน้ำมันดิ่งแรงเกิน 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านพักยิง

27 ก.ค. 2569 | apirak_pra

ตลาดขานรับสัญญาณการทูต! ราคาน้ำมันดิ่งแรงเกิน 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านพักยิง

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงมากกว่า 5% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านตัดสินใจหยุดพักปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดประกายความหวังการเจรจาทางการทูตเพื่อคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงมากกว่า 5% หลังสหรัฐฯ และอิหร่านตัดสินใจหยุดพักปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดประกายความหวังการเจรจาทางการทูตเพื่อคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงอย่างรุนแรงกว่า 5% หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราว
  • การหยุดยิงทำให้ตลาดคาดหวังว่าจะมีการเจรจาทางการทูตเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน
  • นักวิเคราะห์เตือนว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอน เนื่องจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ภาวะการค้าขายในตลาดพลังงานโลกช่วงต้นสัปดาห์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวร่วงลงอย่างหนักมากกว่า 5% ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2026 หลังจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอิหร่านได้พร้อมใจกัน "กดปุ่มพักยิง" และหยุดระงับการเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กันตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเว้นช่วงเสียงระเบิดครั้งแรกหลังจากเปิดศึกปะทะตอบโต้อย่างหนักหน่วงติดต่อกันนานถึงสองสัปดาห์ ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดการเงินเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและเปิดทางให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง

ความเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Brent ปรับตัวลดลงทันที 5.70 ดอลลาร์สหรัฐ หรือร่วงลงราว 5.9% ลงมาอยู่ที่ระดับ 91.08 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยในช่วงเปิดตลาดเช้ามีจังหวะดิ่งลงไปแตะระดับต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอเมริกัน West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวลดลง 4.80 ดอลลาร์สหรัฐ หรือร่วงลงราว 5.4% ลงมาอยู่ที่ 84.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้

วอชิงตันเปิดช่องการทูต แต่นักวิเคราะห์เตือนตลาดยังไร้การประกันที่ชัดเจน

เบื้องหลังของการชะลอการโจมตีได้รับการยืนยันจาก ไมค์ วอลตซ์ (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำองค์การสหประชาชาติ ซึ่งได้เปิดเผยผ่านรายการโทรทัศน์ Fox News Sunday และสื่อหลายแห่งว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจสั่งระงับการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายในอิหร่านชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสและขยายเวลาให้กระบวนการทางการทูตและการเจรจาได้ทำงานเต็มที่

อย่างไรก็ตาม จอห์น อีแวนส์ (John Evans) นักวิเคราะห์จากบริษัทโบรกเกอร์พลังงาน PVM ได้ออกมาให้ความเห็นเตือนสติว่า ตลาดกำลังพยายามไขว่คว้าข่าวดีจากพื้นที่ขัดแย้งอย่างหนัก ทั้งที่ในความเป็นจริงยังไม่มีหลักฐานเชิงรูปธรรมยืนยัน โดยการหยุดพักโจมตีทางทหารอาจดูเหมือนเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้มาพร้อมกับหลักประกันใดๆ ว่าการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคจะกลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววัน และราคาน้ำมันจะมีทิศทางลดลงอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันที่แพงเกินไปเริ่มกระทบต่อความต้องการใช้จริงเท่านั้น ไม่ใช่จากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ยังไม่มีความแน่นอน

เดินเรือฮอร์มุซยังซบเซา-กลุ่มฮูตีป่วนทะเลแดงซ้ำเติม

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการขนส่งทางเรือระดับโลก ระบุว่า แม้จะมีการพักยิงตลอดช่วงสุดสัปดาห์ แต่สถิติเรือบรรทุกสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก โดยมีเรือสัญจรผ่านเฉลี่ย ไม่ถึง 10 ลำต่อวัน เท่านั้น โดย ซอล คาวอนิค (Saul Kavonic) นักวิเคราะห์จาก MST Marquee อธิบายว่า การฟื้นตัวของการไหลเวียนเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และเป็นไปเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากบริษัทเรือเดินสมุทรส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังและต้องการความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยที่สูงกว่านี้ ก่อนที่จะยินยอมส่งเรือเปล่าเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย

นอกจากวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว สถานการณ์การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ในทะเลแดง ก็ปรับตัวลดลงเช่นกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีสถานีและโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียตามแนวชายฝั่งทะเลแดง เพื่อขัดขวางการส่งออกน้ำมันของซาอุฯ ไปยังตลาดเอเชีย แม้จะมีรายงานว่าเรือซูเปอร์แทงเกอร์ของจีนลำที่สามสามารถแล่นผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบออกมาได้ก็ตาม โดยนักวิเคราะห์จาก Société Générale ประเมินว่า หากวิกฤตการขัดขวางเส้นทางขนส่งในทะเลแดงยังคงยืดเยื้อต่อไปโดยไม่มีข้อยุติ ทุกๆ 1 เดือนที่เนิ่นช้าไปจะเพิ่มต้นทุนและดันราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้นอย่างน้อย 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ข่าวล่าสุด