เศรษฐกิจโลกขานรับข่าวดี: ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งกระฉูด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงทันที 4%
การประกาศคำสั่งยุติการสู้รบและการบรรลุข้อตกลงตามเส้นตายทางการทูตของ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลสะท้อนเชิงบวกเข้าสู่ระบบการเงินโลกทันที โดยเฉพาะในตลาดทุนฝั่งเอเชียที่เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ด้วยแดนบวกสีเขียว นำโดย ดัชนีนิกเกอิ 225 (Nikkei 225) ของญี่ปุ่นพุ่งทะยานกว่า 5% ขณะที่ดัชนีคอสปี (KOSPI) ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 5.7% สอดคล้องกับดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีดตัวบวกรับข่าวล่วงหน้า 1.6% เนื่องจากนักลงทุนคลายความตื่นตระหนกเรื่องสภาวะเงินเฟ้อข้ามพรมแดน
ด้านสถานการณ์พลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบเกณฑ์มาตรฐานสากลเบรนท์ (Brent crude) ดิ่งตัวลดลงทันทีถึง 4% ลงมาซื้อขายกันที่ระดับ 83.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบฝั่งสหรัฐฯ WTI ร่วงลง 4.6% มาอยู่ที่ 80.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ซึ่ง ขุน โกห์ (Khoon Goh) หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชียของธนาคาร ANZ ระบุว่า มาตรการลดระดับความรุนแรงในรอบนี้จะช่วยดึง "ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitical risk premium) ออกจากราคาพลังงาน และช่วยลดแรงกดดันในระบบงบประมาณของธนาคารกลางทั่วโลกได้อย่างเด่นชัด แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านพาณิชย์นาวีจะแจ้งเตือนว่า การเคลียร์เส้นทางเดินเรือและกู้ระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซอาจต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการยาวนานหลายเดือนก็ตาม
การเมืองเดือดข้ามทวีป: เดโมแครตวิจารณ์ยับ - ฝ่ายขวาอิสราเอลตราหน้าเนทันยาฮู "พ่ายแพ้ยับเยิน"
แม้ความสำเร็จทางการทูตจะทำให้ ส.ส. ฝั่งรีพับลิกัน พากันออกมาแสดงความยินดีและเสนอว่าทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ทว่าฝั่งพรรคเดโมแครตคู่แข่ง นำโดย ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาโพสต์ข้อความโจมตีอย่างดุเดือดว่า ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเพราะทรัมป์ฉีกสัญญา JCPOA ปี 2015 ของบารัค โอบามา ทิ้งอย่างไร้เหตุผลจนแปรผันเป็นสงครามที่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่แรก ขณะที่อดีตรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ก็ออกมาแสดงความเคลือบแคลงใจว่าไม่ควรไว้ใจอิหร่านจนกว่าระบบนิวเคลียร์จะถูกรื้อถอนทั้งหมด
ทว่าประเด็นความขัดแย้งที่ดุเดือดที่สุดกลับตกไปอยู่ที่ประเทศอิสราเอล โดยสื่อมวลชนชั้นนำและกลุ่มการเมืองฝั่งขวาจัดได้รุมโจมตีนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู อย่างหนักหน่วง ตราหน้าข้อตกลงฉบับนี้ว่าเป็น "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของอิสราเอล" เนื่องจากตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เนทันยาฮูได้วางเกณฑ์สร้างความหวังกับประชาชนไว้สูงมากว่าจะล้มระบอบปกครองของอิหร่านและทำลายคลังขีปนาวุธให้สิ้นซาก ทว่าผลลัพธ์ในข้อตกลง MOU ฉบับนี้กลับชี้ชัดว่า อิหร่านก้าวออกจากสงครามด้วยสถานะที่แข็งแกร่งและมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดสภาวะปั่นป่วนในคณะรัฐมนตรีอิสราเอล นำโดย อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคง และ เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลัง ที่ออกมาเรียกร้องให้กองทัพส่งเครื่องบินรบไปโจมตีทางอากาศในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เพื่อทำลายกลไกสันติภาพและขยายอำนาจยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนลึก 40 กิโลเมตรให้เสร็จสิ้น ก่อนที่จะโดนมาตรการหยุดยิงของทรัมป์บังคับแช่แข็งในวันศุกร์นี้
ซึ่งท่าทีดื้อแพ่งดังกล่าวสร้างความเดือดดาลให้แก่ทรัมป์เป็นอย่างมาก จนมีรายงานหลุดออกมาว่า ทรัมป์ได้ต่อสายตรงไปตำหนิเนทันยาฮูด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและออกคำสั่งเด็ดขาดให้ "ถอยทัพและหยุดปฏิบัติการทั้งหมดทันที" เพื่อไม่ให้โรดแมปสันติภาพระดับโลกต้องพังทลายลงในรอบนี้