เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทรัมป์" ขู่ยึดเกาะคาร์ก แหล่งน้ำมันใหญ่ "อิหร่าน" ใช้ทฤษฎีคนบ้าคาดเดายาก

12 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

"ทรัมป์" ขู่ยึดเกาะคาร์ก แหล่งน้ำมันใหญ่ "อิหร่าน" ใช้ทฤษฎีคนบ้าคาดเดายาก

"ทรัมป์" ขู่ถล่มอิหร่านระลอกใหม่-เปิดแผนยึด "เกาะคาร์ก" คลังน้ำมันใหญ่ นักยุทธศาสตร์ ชี้ สหรัฐฯ ใช้ "ทฤษฎีคนบ้า" ทำนโยบายต่างประเทศแปรปรวน

"ทรัมป์" ขู่ถล่มอิหร่านระลอกใหม่-เปิดแผนยึด "เกาะคาร์ก" คลังน้ำมันใหญ่ นักยุทธศาสตร์ ชี้ สหรัฐฯ ใช้ "ทฤษฎีคนบ้า" ทำนโยบายต่างประเทศแปรปรวน

KEY

POINTS

  • ชนวนเหตุคำขู่สะเทือนโลก: โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สั่งโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงหลังเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ Apache ถูกยิงตก พร้อมโพสต์ขู่จะส่งทหารเข้าควบคุม "เกาะคาร์ก" ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่าน แต่กลับแสดงความลังเลในเวลาต่อมาผ่านสื่อว่าคนอเมริกันอาจไม่มีใจสู้พอสำหรับศึกใหญ่ครั้งนี้
  • เป้าหมายพุ่งชนระบบยุทธศาสตร์: แถลงการณ์จาก CENTCOM ระบุว่าการโจมตีมุ่งทำลายระบบเรดาร์และสถานีควบคุมโดรนใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อรักษาสิทธิในการเดินเรือพาณิชย์และคุ้มกันกำลังพลอเมริกัน 
  • ทฤษฎีคนบ้าและวิกฤตพลังงาน: นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายต่างประเทศรอบนี้สะท้อน "ทฤษฎีคนบ้า" (Madman Theory) ที่ตั้งใจสร้างความคาดเดาไม่ได้ เพื่อข่มขวัญศัตรู แต่ความเสี่ยงกำลังสะท้อนกลับมาเขย่าตลาดพลังงานโลก

12 มิถุนายน 2026 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์ประเด็นแถลงการณ์สะเทือนโลกชั่วข้ามคืนของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2026 ที่ระบุว่า ได้สั่งโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ (VERY HARD TONIGHT) ควบคู่ไปกับแผนการส่งสัญญาณเข้ายึดครอง "เกาะคาร์ก" (Kharg Island) ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 90 ของอิหร่าน ได้ตอกย้ำถึงปมปัญหาใหญ่ในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ยุคปัจจุบัน นั่นคือ "ภาวะวิกฤตความน่าเชื่อถือจากการส่งสัญญาณที่แปรปรวน"

หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ คำขู่ในลักษณะเด็ดขาดรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนนับไม่ถ้วน จนเกือบจะกลายเป็นพฤติกรรมชาชินสำหรับผู้ที่ติดตามลีลาทางการเมืองของผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ 

ทว่าในบริบทของความมั่นคงระหว่างประเทศและการทูตระดับพหุภาคี การส่งสัญญาณที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอารมณ์และความรู้สึกส่วนบุคคล โดยปราศจากการไตร่ตรองอย่างรอบคอบจากข้อมูลข้อเท็จจริง และขาดการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ คณะเสนาธิการทหาร หรือเหล่านักการทูตผู้มีความรู้ลึกซึ้ง กำลังกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่อันตรายครั้งใหญ่

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้คือ "ความย้อนแย้งภายในวันเดียว" ในขณะที่ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ภาคเช้าประกาศกร้าวถึงการบุกยึดครองและการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อเข้าควบคุมตลาดแบบเบ็ดเสร็จ โดยหยิบยก "โมเดลเวเนซุเอลา" มาอ้างอิงอย่างภาคภูมิใจ แต่ในวันเดียวกัน ทรัมป์กลับให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Fox & Friends ด้วยท่าทีที่ลังเลและยอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่า "ผมไม่แน่ใจว่าคนอเมริกันจะมีใจสู้พอสำหรับเรื่องนี้ (I don't know that America has the stomach for it)"

ความลังเลนี้เกิดขึ้นเพราะเขาเพิ่งตระหนักดีในภายหลังว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินในการบุกยึดและรักษาเกาะยุทธศาสตร์ที่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 30 กิโลเมตรอย่างเกาะคาร์กนั้น จำเป็นต้องใช้กำลังทหารราบจำนวนมหาศาลและมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับการโต้กลับด้วยโดรนและขีปนาวุธจากแผ่นดินใหญ่ ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า นโยบายต่างประเทศของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบและการมุ่งหวังผลทางการเมืองระยะสั้น มากกว่ายุทธศาสตร์ที่ผ่านการกลั่นกรองทางการทหารและการทูตอย่างเป็นระบบ

เหตุผล เป้าหมาย และผลประโยชน์

เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้ เราจำเป็นต้องแยกแยะมิติการโจมตีทางอากาศล่าสุดของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในคืนวันพุธต่อเช้าวันพฤหัสบดี ออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ:

1. เหตุผลเบื้องหลังการโจมตีรอบนี้

เหตุผลเร่งด่วนและเป็นชนวนเหตุในครั้งนี้เกิดจากวงจรการตอบโต้ทางทหาร (Retaliatory Cycle) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีปัจจัยผลักดันสองประการ:

  • การล้างแค้นทางทหารโดยตรง: สหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการที่หนักหน่วงในครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังจากกองทัพอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่น Apache ของกองทัพบกสหรัฐฯ ตก
  • ยุทธศาสตร์การทูตแบบบีบบังคับ (Coercive Diplomacy): ทรัมป์จงใจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อกดดันเชิงจิตวิทยา บีบบังคับให้ผู้นำอิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและยอมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพ ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนด หลังจากที่กระบวนการทางการทูตก่อนหน้านี้เริ่มชะงักงัน

2. เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของการโจมตี 

จากแถลงการณ์ของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) การโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธในระลอกนี้ มีการกระจายเป้าหมายออกไปอย่างเป็นระบบและครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศอิหร่าน:

  • เป้าหมายเพื่อลิดรอนขีดความสามารถทางทะเล: มุ่งเป้าทำลายระบบเรดาร์ (Radars) และสถานีควบคุมโดรนภาคพื้นดิน (Drone Ground-Control Stations) ของอิหร่านบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อลดขีดความสามารถในการสกัดกั้นเรือขนส่งสินค้า
  • เป้าหมายเพื่อเปิดทางและป้องกันตนเอง: ถล่มระบบต่อต้านอากาศยาน (Air Defenses) ระบบตรวจการณ์ทางทหาร (Surveillance Capabilities) และระบบสื่อสาร เพื่อเปิดทางให้ฝูงบินรบของอเมริกันและพันธมิตรสามารถปฏิบัติการได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกสกัดกั้น
  • เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์และฐานกำลังในส่วนลึก: มีรายงานการระเบิดลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่และปริมณฑลรอบกรุงเตหะราน เช่น ค่ายทหาร คลังผลิต และฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในจังหวัดเตหะราน รวมถึงเมืองท่าทางใต้อย่าง แบนดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) เกาะเกิชม์ (Qeshm) และเกาะเฮงกาม (Hengam)

3. ผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ มุ่งหวัง

ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ วอชิงตันตั้งเป้าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หลัก 3 ประการ:

  • การรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ (Freedom of Navigation): เพื่อจำกัดและลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านในการชี้เป้าหรือโจมตีเรือพาณิชย์สากลที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
  • การป้องปรามและคุ้มกันกองทัพอเมริกัน (Force Protection): ส่งสัญญาณเตือนว่าการโจมตีต่อทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ จะต้องได้รับบทตอบโต้กลับที่รุนแรงกว่าหลายเท่า เพื่อไม่ให้อิหร่านกล้าขยับตัวทำอันตรายต่อกำลังพลอเมริกันในภูมิภาคอีก
  • สร้างอำนาจต่อรองสูงสุดในข้อตกลง (Leverage for a Deal): สหรัฐฯ เชื่อว่าการกดดันขั้นสุดทางการทหาร (Maximum Pressure) จะบีบให้รัฐบาลเตหะรานไร้ทางเลือกและต้องยอมจำนนบนโต๊ะเจรจาในที่สุด

 

ผลกระทบที่ไร้พรมแดน: เมื่ออ่าวเปอร์เซียอาจลุกเป็นไฟ

อันตรายของการทูตแบบคาดเดาไม่ได้ (Impulsive Diplomacy) และวงจรการตอบโต้ที่ไม่สิ้นสุดนี้ ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่คู่ขัดแย้งสองประเทศเท่านั้น แต่กำลังโยนความเสี่ยงครั้งใหญ่ไปให้ทุกประเทศทั่วโลกที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง

ในมิติของ ตลาดพลังงานโลก การประกาศขู่ยึดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้นทันที เกาะคาร์กเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่านที่มีกำลังการขนถ่ายน้ำมันสูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเกิดการปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบ หรือหากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดตายช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกจะกลายเป็นอัมพาต ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ วิกฤตความมั่นคงของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียที่พยายามรักษาความเป็นกลางมาโดยตลอดอาจต้อง "ลุกเป็นไฟ" ผลกระทบจากการปะทะกันด้วยโดรนและขีปนาวุธได้เริ่มส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โรงกลั่นน้ำทะเลเพื่อทำน้ำจืดและโรงงานผลิตน้ำมันในคูเวตและบาห์เรนแล้ว หากสงครามปะทุขึ้นจริงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด ภูมิภาคทั้งหมดจะถูกลากเข้าสู่สมรภูมิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ข้อตกลงหยุดยิงที่อุตส่าห์ประคับประคองมานานเกือบสองเดือนได้ล่มสลายลงทันที ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ที่ระบุว่าการส่งสัญญาณโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้ข้อตกลงหยุดยิง "กลายเป็นสิ่งไร้ความหมายในทางปฏิบัติทันที" เป็นประจักษ์พยานว่า ความเพียรพยายามทางการทูตที่สร้างมาอย่างยากลำบากสามารถถูกทำลายลงได้ด้วยข้อความสั้น ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์เพียงไม่กี่บรรทัด

โลกสะเทือนโดย “ทฤษฎีคนบ้า”

การทูตที่ใช้คำขู่และการขยับสัญญาณไปมาตามอารมณ์ อาจถูกมองในมุมของนักยุทธศาสตร์บางกลุ่มว่าเป็น "ทฤษฎีคนบ้า" (Madman Theory) ที่ตั้งใจสร้างความคาดเดาไม่ได้ เพื่อข่มขวัญศัตรู แต่เมื่อนำมาใช้กับพื้นที่ที่เปราะบางและมีความไวสูงต่อความรู้สึกอย่างอ่าวเปอร์เซีย ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ใช่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ แต่เป็นความเสี่ยงที่พร้อมจะหลุดจากการควบคุมได้ทุกวินาที

แม้สหรัฐฯ จะอ้างผลประโยชน์เรื่องการคุ้มครองการค้าโลกและปกป้องกำลังพล แต่การขยายวงโจมตีที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ของอิหร่าน กำลังทำให้ความเสี่ยงของการเกิด "สงครามเต็มรูปแบบ" (All-out War) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลสะท้อนกลับมาทำลายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ พยายามปกป้องตั้งแต่แรก

เมื่อผู้นำประเทศมหาอำนาจเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์ที่รอบคอบ ย่อมทำให้ระบบระเบียบและความมั่นคงระหว่างประเทศพังทลายลง และในท้ายที่สุด ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจต้องร่วมกันจ่ายราคาอันแพงลิบลิ่วให้กับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ผู้นำคนหนึ่งสร้างขึ้นมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ