เนชั่นทีวี

ข่าว

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ"

10 เม.ย. 2569

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ"

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ" หรือพินาศในสงครามวงกว้าง? เศรษฐกิจโลกพุ่งแตะจุดเดือ

10 เมษายน 2569 อาจารย์ กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทยที่พำนักในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ว่า

 

ห้วงเวลานี้ สายตาของประชาคมโลกทุกคู่กำลังทอดตรงไปยัง กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน สถานที่ซึ่งถูกวางหมุดหมายให้เป็นสมรภูมิทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ในวันเสาร์ที่กำลังจะถึงนี้ การโคจรมาพบกันระหว่างคณะผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และผู้แทนจากรัฐบาลอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามลดอุณหภูมิความขัดแย้งตามระเบียบวาระปกติ แต่มันเปรียบเสมือน "ชีพจรที่แผ่วเบาที่สุด" ของสันติภาพ ในนาทีที่ความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งระบบกำลังถลำลึกอยู่บนขอบเหวแห่งความล่มสลาย

 

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ" อาจารย์ กฤษฎา บุญเรือง

 

 

 

 

อย่างไรก็ดี ความหวังที่จะเห็นการเจรจาครั้งนี้บรรลุผลสัมฤทธิ์หรือ "เกิดขึ้นจริง" ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่เปราะบาง โดยมีเงื่อนไขชี้ชะตาคือบทสรุปทางการเมืองของผู้นำอิสราเอลต่อกรณีของ เลบานอน 
 

หากสมการสันติภาพในครั้งนี้ถูกเพิกเฉยหรือตัดทอนประเด็นเลบานอน
ออกไป ย่อมเป็นอันสรุปได้ทันทีว่า "พิมพ์เขียว" ข้อตกลงใดๆ ณ กรุงอิสลามาบัด จะไม่มีทางบรรลุผลในทางปฏิบัติ หรือในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด การพบกันครั้งสำคัญนี้อาจถูกยับยั้งและพังทลายลงตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิดฉากด้วยซ้ำ

 

ทว่าในท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดที่พุ่งสูงสุด กลับเริ่มปรากฏสัญญาณใหม่ที่มีนัยสำคัญยิ่ง

เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้แสดงท่าทีประนีประนอมเป็นครั้งแรกด้วยการประกาศว่า "พร้อมที่จะเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลเลบานอนโดยตรง" พร้อมสำทับว่าต้องการให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ"

 

 

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ" เบนจามิน เนทันยาฮู

 

 

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ"


แม้การประกาศพร้อมเจรจากับเลบานอนในครั้งนี้ จะไม่ได้หมายความว่าอิสราเอลยอมรับการผูกโยงเงื่อนไขนี้เข้ากับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านโดยดุษฎี แต่นี่คือ "จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์" และเป็นท่าทีใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงภาวะจำยอมภายใต้แรงบีบคั้นมหาศาล ทั้งจากพันธมิตรตะวันตกที่เริ่มถอยห่าง และแรงกดดันอย่างหนักหน่วงภายในสภาและภาคประชาชนอิสราเอลเอง ท่าทีดังกล่าวอาจเป็น "กุญแจสำคัญ" ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับการเจรจาที่ปากีสถานในวันเสาร์นี้ยังคงดำเนินต่อไปได้ ท่ามกลางโอกาสที่ริบหรี่เต็มที

 

1. ตัวแปรยุโรป: เมื่อ "เลบานอน" คือเส้นตายทางการทูต

การเจรจาครั้งนี้มีมิติที่ซับซ้อนกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากการก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างแข็งกร้าวของมหาอำนาจยุโรป นำโดย อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้จะกลายเป็น "เศษกระดาษ" ทันทีหากไม่ครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย

ในมิติเชิงยุทธศาสตร์ อิหร่าน และ ปากีสถาน (ในฐานะเจ้าบ้านและตัวกลาง) ยืนยันหนักแน่นว่าเลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการหยุดสู้รบ แต่ในทางปฏิบัติ ท่าทีของอิสราเอลกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง กองทัพอิสราเอลยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายเฮซบอลลาห์ในเลบานอนอย่างไม่ลดละ สร้างสถานการณ์ที่เรียกว่า "สุญญากาศทางการทูต"

คำเตือนที่รุนแรงที่สุดมาจาก ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ระบุชัดเจนว่าความดุดันและรุนแรงที่อิสราเอลใช้ในเลบานอน อาจเป็น "ตัวทำลาย" กระบวนการสันติภาพทั้งหมดให้พังทลายลง สะท้อนถึงรอยร้าวลึกภายในกลุ่ม NATO ที่มีต่อท่าทีของสหรัฐฯ และความยืดหยุ่น (หรือความดื้อรั้น) ของอิสราเอล

 

 

2. ภาวะจำยอมของเนทันยาฮู: ชัยชนะชั่วคราวบนซากปรักหักพัง

สำหรับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล วันนี้เขาไม่ได้เผชิญเพียงแค่ศัตรูในสนามรบ แต่กำลังเผชิญกับ "มรสุมที่รุนแรงที่สุด" ในชีวิตการเมือง ท่าทีของเขาที่แสดงออกในวันนี้คือภาพสะท้อนของผู้นำที่ถูกต้อนให้จนมุมด้วยความกดดันจากสองทาง:

    •    แรงบีบจากภายนอก: การถูกโดดเดี่ยวจากพันธมิตรยุโรปที่เคยเหนียวแน่น และความตึงเครียดกับรัฐบาลวอชิงตันที่เริ่มสูญเสียความอดทน
    •    ศึกภายในที่กัดเซาะ: ภายในสภาอิสราเอลและบนท้องถนน เสียงวิจารณ์เริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงประณามว่า สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของชาติ แต่เป็นเพียงการ "ซื้อเวลาทางการเมือง" เพื่อเอาตัวรอดจากการสูญเสียอำนาจของเนทันยาฮูเอง

การมุ่งหวังชัยชนะทางทหารในระยะสั้นเหนืออิหร่านและเลบานอน อาจแลกมาด้วย "ความเสียหายที่มิอาจย้อนคืน" (Irreversible Damage) และอาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งความเสื่อมสลายของรัฐอิสราเอลในเชิงโครงสร้าง ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงระยะยาว

 

3. รอยร้าวของโดมเหล็ก: เมื่อเทคโนโลยีพ่ายแพ้ต่อปริมาณ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ความอยู่รอดของอิสราเอลสุ่มเสี่ยงกว่าทุกครั้ง คือความจริงที่ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับโลกอย่าง Iron Dome และ Arrow กำลังเผชิญกับขีดจำกัดสูงสุด การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนพลีชีพแบบฝูงบิน (Swarms) จากอิหร่านและพันธมิตร ได้เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า "เกราะเหล็ก" มีรูรั่ว

การที่มีขีปนาวุธเล็ดลอดเข้าไปทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพอากาศหรือโครงสร้างพื้นฐาน บีบให้รัฐบาลเนทันยาฮูต้องใช้มาตรการ "เซ็นเซอร์ข้อมูลอย่างเข้มงวด" เพื่อปิดบังความจริงและรักษาภาพลักษณ์ความเข้มแข็งเอาไว้ แต่สำหรับประชาชนชาวอิสราเอลที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในหลุมหลบภัย ความหวาดกลัวคือความจริงที่เซ็นเซอร์ไม่ได้

 

 

สงครามครั้งนี้กำลังทำให้เกิด "ภาวะเลือดไหลไม่หยุด" ทางเศรษฐกิจ:

 

    1    อัมพาตทางการผลิต: การระดมพลและปิดเมืองทำให้ภาค Tech และเกษตรกรรมหยุดนิ่ง

    2    ต้นทุนสันติภาพที่สูงลิ่ว: ค่าใช้จ่ายในการยิงสกัดกั้นจรวดแต่ละลูกสูงกว่าราคาจรวดของผู้รุกรานหลายเท่าตัว

    3    วิกฤตศรัทธา: เมื่อความเชื่อมั่นว่ารัฐสามารถปกป้องประชาชนได้ 100% สูญสิ้นไป ความเป็นปึกแผ่นของชาติที่เคยเป็นหัวใจของไซออนิสต์ก็เริ่มปริแตก

4. เดิมพันระดับโลก: พลังงานและเศรษฐกิจที่แขวนบนเส้นด้าย

 

หากการพูดคุยที่อิสลามาบัดล้มเหลว โลกจะไม่ได้เห็นเพียงแค่สงครามที่ขยายวง แต่จะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งแตะ $98 ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มทะลุ $110 คือสัญญาณเตือนภัย ล่าสุด IMF เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจะสร้าง "แผลเป็น" ที่ฝังลึกไปอีกนาน

 

5. ราคาของความสูญเสีย: ตัวเลขที่ไม่เคยโกหก

 

ข้อมูลจาก Human Rights Activists News Agency และกระทรวงสาธารณสุขในภูมิภาค บ่งชี้ถึงโศกนาฏกรรมที่มนุษยชาติร่วมกันแบกรับ:

 

    •    อิหร่าน: พลเรือนเสียชีวิต 1,665 ราย (เด็ก 244 ราย)
    •    เลบานอน: เสียชีวิตกว่า 1,500 ราย
    •    กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ: เสียชีวิต 32 ราย
    •    อิสราเอล: เสียชีวิต 20 ราย
    •    สหรัฐอเมริกา: สูญเสียกำลังพล 13 นาย

 

 

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ"

 

การพบกันในวันเสาร์นี้ที่ปากีสถานจึงไม่ใช่เรื่องของสหรัฐฯ กับอิหร่านเพียงสองฝ่าย แต่มันคือโอกาสสุดท้ายที่จะกอบกู้เสถียรภาพของโลก หากเนทันยาฮูยังคงดื้อแพ่งที่จะทำสงครามในเลบานอนต่อไป และหากสหรัฐฯ ไม่สามารถหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนพันธมิตรกับการรักษาความมั่นคงโลกได้ วันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ อาจไม่ใช่ "วันแห่งความหวัง" แต่จะเป็นจุดบันทึกในประวัติศาสตร์ถึงวันที่สันติภาพได้หายใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ตะวันออกกลางจะกลายเป็นกองเพลิงที่ไม่มีใครดับได้อีกต่อไป


#อิสราเอล #อิหร่าน #เลบานอน #เนทันยาฮู #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #ข่าวต่างประเทศ #ปากีสถาน #SustainedPeace #WorldWar3 #Geopolitics2026

 

นาทีวิกฤต! "อิสลามาบัด" สมรภูมิทูตเส้นตายสุดท้าย วัดใจ "เนทันยาฮู" ยอมถอยเพื่อ "สันติภาพ"

 

 


ภาพและข้อมูลจาก times of israel